ตราสารหนี้ หรือ Bond คืออะไร?

ตราสารหนี้ หรือ Bond คือ ตราสารทางการเงินอย่างหนึ่ง ที่ผู้ซื้อมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออกตราสารหนี้เป็นลูกหนี้

ผู้ซื้อจะต้องถือตราสารหนี้ไว้เป็นระยะหนึ่งตามเวลาที่กำหนด และในระหว่างระยะเวลานี้ก็จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน

เมื่อครบระยะเวลา ผู้ซื้อก็จะได้เงินต้นคืน

หากเป็นบริษัทจะเรียกว่าเป็นหุ้นกู้

ตราสารหนี้มีกี่ประเภท?

ผู้ที่ออกตราสารหนี้โดยหลักๆ แล้วจะมีอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ ภาครัฐ บริษัทเอกชน และองค์กรต่างประเทศ

ซึ่งตราสารหนี้ที่ออกนั้นสามารถแบ่งตามประเภทออกได้เป็น 5 ประเภท

1. แบ่งตามลำดับสิทธิเรียกร้องชำระหนี้

1.1 ตราสารหนี้มีหลักประกัน (Secured bond)

ตราสารหนี้ประเภทนี้ผู้ออกจะนำสินทรัพย์ เช่น ที่ดิน ตึก สินค้าในโรงงาน ฯลฯ มาเป็นหลักประกัน โดยผู้ถือตราสารหนี้แบบนี้จะมีบุริมสิทธิเหนือสินทรัพย์นั้น ก.ล.ต.บังคับให้ต้องมีผู้แทนในการรับจำนอง จำนำ รวมถึงตรวจสอบสถานะของสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันด้วย

การออกตราสารแบบนี้มักเกิดขึ้นเมื่อบริษัทมีฐานะทางการเงินไม่ดีนัก จึงจำเป็นต้องหาสินทรัพย์มาค้ำประกันเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและให้นักลงทุนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

1.2 ตราสารหนี้ไม่มีหลักประกัน (Unsecured bond)

ตราสารหนี้ประเภทนี้ไม่มีหลักประกันใดๆ ในการออก แบ่งย่อยได้อีก 2 แบบ คือ

ตราสารหนี้ด้อยสิทธิ (Subordinated bond) ซึ่งผู้ถือตราสารหนี้ประเภทนี้แม้เป็นเจ้าหนี้ แต่สิทธิจะน้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญรายอื่นๆ ในกรณีบริษัทล้มละลายแล้วต้องการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

ตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ (Seniorbond) ตราสารหนี้ประเภทนี้ผู้ถือจะมีสิทธิเท่ากับเจ้าหนี้สามัญรายอื่นๆ ในการเรียกร้องให้ชำระหนี้ และได้รับสิทธิก่อนผู้ถือตราสารหนี้ด้อยสิทธิ

2. แบ่งตามรูปแบบดอกเบี้ย

ตราสารหนี้แบบดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed-rate bond) คือ ตราสารหนี้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้คงที่ตามที่ระบุตลอดอายุของตราสารหนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วตราสารหนี้ทั่วไปเป็นลักษณะแบบนี้

ตราสารหนี้แบบดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating rate noteหรือ FRN) คือ ตราสารหนี้ที่ดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงดังกล่าว อัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้จะเปลี่ยนไปด้วย เมื่อดอกเบี้ยขึ้น ตราสารหนี้แบบนี้จะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วย

3. แบ่งตามวิธีการชำระคืนเงินต้น

ประเภทจ่ายคืนเงินต้นครั้งเดียว ตราสารหนี้ประเภทนี้จะจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยในแต่ละงวดไปเรื่อยๆ พอครบถึงงวดสุดท้ายก็จะจ่ายดอกเบี้ยงวดสุดท้ายพร้อมเงินต้นให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้

ประเภททยอยจ่ายคืนเงินต้น ตราสารหนี้ประเภทนี้จะทยอยจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือในแต่ละงวดไปเลย

4. แบ่งตามเงื่อนไขพิเศษในตราสารหนี้

แบ่งได้เป็น 3 อย่างคือ

ตราสารหนี้แปลงสภาพ (Convertible bond) เป็นตราสารหนี้ที่ให้สิทธิในการแปลงสภาพตราสารหนี้ไปเป็นหุ้นสามัญ ตาม อัตรา, ราคาแปลงสภาพ, เวลา ที่กำหนดไว้ มักเป็นที่นิยมในช่วงตลาดหุ้นดี เพราะจะทำให้ได้หุ้นที่ราคาต่ำกว่าตลาด

ตราสารหนี้ที่ผู้ออกมีสิทธิเรียกไถ่ถอนก่อนกำหนด (Callable bond) เป็นตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ออก (call) เพื่อไถ่ถอนตราสารหนี้นั้นก่อนเวลาที่กำหนด มักเกิดในกรณีที่ดอกเบี้ยลดลงเรื่อยๆ ทำให้ผู้ออกตราสารเห็นว่าตนเองจ่ายดอกเบี้ยสูงเกินไป หรือเมื่อมีการจัดอันดับแล้วผู้ออกมีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น จึงอยากออกตราสารที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าของเดิม

ตราสารหนี้ที่ผู้ถือมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด (Puttable bond) คือตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ลงทุนในการขอไถ่ถอนก่อนครบกำหนด โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตั้งแต่วันที่ออกตราสารหนี้ เช่น ต้องให้ผู้ออกตราสารคงความน่าเชื่อถือไว้ในระดับเดิม หากไม่สามารถทำได้ ผู้ถือตราสารมีสิทธิขอไถ่ถอนก่อนกำหนด

5. แบ่งตามประเภทอื่นๆ

ตราสารหนี้จากการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitized bond) เป็นตราสารหนี้ที่เกิดจากกระบวนการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ มักนำสินทรัพย์ที่จะก่อให้เกิดรายได้ในอนาคตมาค้ำประกันเพื่อออกตราสารหนี้ จึงมีความน่าเชื่อถือสูง ดอกเบี้ยที่เกิดจะมาจากกระแสเงินสดที่ตัวสินทรัพย์ดังกล่าวหาได้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ลูกหนี้สินเชื่อต่างๆ

ตราสารหนี้ประเภทไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (Perpetual Bond) เป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีวันหมดอายุ โดยจะไม่ไถ่ถอนจนกว่าบริษัทจะเลิกกิจการ และในระหว่างที่ยังดำเนินการตามปกติ บริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยให้เรื่อยๆ ตามที่กำหนด ลักษณะเช่นนี้จึงเหมือนเราเป็นผู้ร่วมทุนของบริษัทด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันผู้ออกตราสารแบบนี้มักเขียนให้ตัวบริษัทสามารถไถ่ถอนก่อนครบกำหนดได้

ตราสารหนี้ หุ้นกู้ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไหร่?

ผลตอบแทนเฉลี่ยของตราสารหนี้อยู่ที่ประมาณ 2-5% ต่อปี ซึ่งจะสูงกว่าดอกเบี้ยทั่วไปซึ่งอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.5%

หากเราลงทุนในตราสารหนี้ที่ผู้ออกเป็นรัฐบาล โอกาสเสียเงินต้นจะต่ำมาก แต่ผลตอบแทนก็จะสู้หุ้นกู้จากบริษัทเอกชนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ต้องดูให้แน่ใจก่อนว่าบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้นมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง มีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้เราได้

ตราสารหนี้และหุ้นกู้ ซื้อขายยังไง?

การซื้อขายตราสารหนี้ สามารถซื้อขายได้ใน 2 ตลาด

ตลาดแรก (Primary Market)

แบ่งย่อยลงไปอีกเป็น 2 แบบ

1. หุ้นกู้ของบริษัทเอกชน – จะมีการเสนอขาย 2 รูปแบบคือ เสนอขายในวงจำกัด (โดยมากมักขายให้นักลงทุนรายใหญ่ สถาบัน) กับเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปในวงกว้าง ซึ่งติดต่อซื้อได้ที่สถาบันการเงินที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหรือเป็นตัวแทนจำหน่ายได้เลย สมัยนี้สามารถซื้อหุ้นกู้ผ่านออนไลน์ได้ด้วยใน app ธนาคารต่างๆ
การซื้อแบบนี้มักกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องลงทุนไว้ เช่น 1 แสนบาทหรือเท่ากับ 100 หน่วย หน่วยละ 1,000 บาท เป็นต้น

2. พันธบัตรรัฐบาล – หากเป็นแบบประเภทออมทรัพย์ สามารถซื้อขายได้ด้วยเงินเริ่มต้น 1,000 บาทเท่านั้น ซื้อได้ตามธนาคารใหญ่ๆ ทั่วไป
หากเป็นตั๋วเงินคลัง จะจำหน่ายให้กับนักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายใหญ่

ตลาดรอง (Secondary Market)

ตลาดรองแบ่งย่อยลงไปอีกเป็น 2 แบบเช่นกัน

1. ซื้อขายแบบ Over the counter (OTC) คือการซื้อขายแบบไม่เป็นทางการ ตกลงกันเองระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย ไม่มีตัวกลางในการซื้อขาย คนที่สนใจจะซื้อสามารถติดต่อสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ที่ออกตราสารหนี้ได้เลย

2. ซื้อขายแบบลงทุนผ่านทางกองทุนรวมตราสารหนี้ โดยจะมีคนบริหารจัดการให้ เราสามารถเลือกลงทุนในกองทุนที่เราชอบได้ มีกองทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ตราสารหนี้และหุ้นกู้ มีข้อเสียอะไรบ้าง ?

ข้อเสีย หุ้นกู้

  1. ใช้เงินเริ่มต้นค่อนข้างสูง ส่วนมากเริ่มที่ 100,000 บาท
  2. มีขายจำนวนจำกัด ทำให้อาจซื้อไม่ทัน โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ ที่มั่นคงและคนสนใจเยอะ
  3. ถ้าเลือกบริษัทที่ออกหุ้นกู้ไม่ดี อาจขาดทุนได้

ข้อเสีย ตราสารหนี้

  1. มีค่าธรรมเนียมการจัดการ (กรณีเป็นกองทุน)
  2. ไม่สามารถเลือกสินทรัพย์รายตัวได้ (กรณีเป็นกองทุน)
  3. ผลตอบแทนอาจน้อยกว่าหุ้นกู้