Cut Loss คือ การที่นักลงทุนตัดสินใจขายสินทรัพย์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับพอร์ตการลงทุนมากไปกว่านี้
การ Cut Loss จะเกิดขึ้นเมื่อสินทรัพย์นั้นมีมูลค่าลดลงถึงจุดที่นักลงทุนตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าถ้ามูลค่าลดต่ำไปกว่านี้จะตัดใจขายสินทรัพย์นั้น แม้ว่าจะต้องขาดทุนก็ตาม
นักลงทุนแต่ละคนมีจุด Cut Loss ที่แตกต่างกันเพราะความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจจะตั้งตัวเลขไว้ในใจเลยว่า 5%, 10%, 15% บางคนก็จะใช้กราฟทางเทคนิคในการตัดสินใจ
Cut Loss ตอนไหนดี
เครื่องมือที่ใช้บ่อยในการหาว่าจะ Cut loss ตอนไหนดีมีอยู่ด้วยกันหลักๆ 3 อย่างดังนี้
1. กำหนดเปอร์เซ็นต์ขาดทุน
กำหนดในใจไปเลยว่าถ้าราคาหุ้นที่เราถืออยู่ขาดทุนถึงระดับ 5%, 7%, 10% เราจำเป็นต้องตัดใจ Cut loss หุ้นตัวนั้นๆ
ส่วนการกำหนดว่าควร Cut loss กี่ % นั้นขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ และความมั่นใจในหุ้นตัวนั้นๆ ของแต่ละคน
หากเราศึกษาและมั่นใจมากว่าหุ้นตัวนั้นดี แต่สถานการณ์บางอย่างอาจจะไม่เป็นใจ จึงส่งผลกระทบต่อราคาของหุ้นตัวนั้น เราอาจยอมให้ราคาหุ้นต่ำกว่าที่เราซื้อได้มากหน่อย เช่น 15%-20% เป็นต้น หากเรามั่นใจน้อยเราก็ควรลด % ลงด้วย เพื่อปกป้องมูลค่าโดยรวมของพอร์ตเรา
2. กำหนดกรอบช่วงราคาขาย
นักลงทุนหลายคนใช้กราฟเพื่อกำหนดกรอบช่วงราคาที่จะ Cut loss หากหลุดกรอบแนวรับช่วงราคาที่ตั้งไว้ ก็ควรตัดใจขายขาดทุนหรือ Cut loss ทันที เพื่อไม่ให้เราขาดทุนไปมากกว่านี้

หากเรากำหนดแนวรับไว้ตามเส้นสีฟ้าเส้นล่าง แล้วราคาหลุดแนวรับ เราก็ควรขายทิ้ง (ทำให้เกิดการไหลลงของราคาหุ้นในวงกลมสีส้ม)
3. ดูจุดตัดของเส้น EMA
เส้น EMA (Exponential Moving Average) เป็นหนึ่งในเครื่องมือ (Indicator) ที่ถือว่ามีประสิทธิภาพสูง หากราคาหุ้นที่เราซื้อไว้ ตัดลงมาหาเส้น EMA เราอาจพิจารณาขายหุ้นตัวนั้นทิ้ง เพื่อป้องกันความเสียหายกับพอร์ตการลงทุนของเราเอง
เส้น EMA ที่นิยมใช้กันได้แก่ EMA 5,10,25,50 หรือ 200 วัน โดยหากต้องการมองภาพแนวโน้มระยะยาวมากขึ้นก็ให้ใช้ตัวเลขที่มากขึ้น

เส้น EMA 200 เป็นเส้นที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหุ้นที่ราคาพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วมักหมายถึงมีคนคาดหวังการเติบโตของกิจการเยอะ หากหุ้นที่เคยราคาสูงตัวนั้นกลับมีราคาตกลงมาจนตัดกับเส้น EMA 200 แล้วล่ะก็ ตามประสบการณ์ของผู้เขียนคือ ไม่เคยมีตัวไหนกลับไปราคาเดิมได้อีกเลย นอกเสียจากเวลาผ่านไปเกิน 3-5 ปี
ข้อเสียของการไม่ยอม Cut Loss
ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของการไม่ยอม cut loss ไม่ใช่การขาดทุนมากขึ้น แต่เป็นการที่ตัวเราเองไม่มีวินัยกับสิ่งที่เราได้กำหนดไว้ตั้งแต่แรก
การไม่มีวินัยนี้ จะส่งผลเสียโดยรวมในอนาคตกับพอร์ตการลงทุนของเราเอง หากเราไม่มีวินัยทางการเงินที่เข้มงวด เราจะไม่มีทางประสบความสำเร็จในเส้นทางสายนี้ได้เลย (ลองไปดูได้เลยครับ คนที่ประสบความสำเร็จ มีอิสรภาพทางการเงินจากหุ้นทุกคน ล้วนมีระเบียบวินัยทางการลงทุนสูงทั้งสิ้น)
นักลงทุนหลายคนคงเคยเจอว่าเมื่อยอมขายขาดทุนไปแล้ว หุ้นตัวนั้นกลับมีราคาสูงกลับมาที่เดิมหรือมากกว่า ทำให้เราเจ็บใจอยู่บ่อยครั้ง และไม่อยาก Cut loss เพราะกลัวที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้
อย่างไรก็ตาม ทุกคนในตลาดหุ้นล้วนเคยผิดพลาด และความผิดพลาดครั้งนั้นจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย การที่เรา Cut loss แล้วหุ้นขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราตัดสินใจผิด แต่มันคือการที่เราทำตามแผนที่เราได้วางไว้
การไม่ยอม Cut loss ต่างหากคือการตัดสินใจผิด ผิดที่ไม่ยอมทำตามแผน ความจริงคือราคาหุ้นในอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน สิ่งเดียวที่เรากำหนดได้ในการลงทุน คือการกระทำของเราเอง
การไม่ยอม Cut loss ยังจะส่งผลให้คุณติดดอยอย่างยาวนานอีกด้วย สาเหตุเพราะเนื่องจากคนที่ไม่ยอม Cut loss คือคนที่หวังว่าหุ้นจะกลับมาขึ้น เมื่อหุ้นไม่ขึ้น คุณก็หวังให้มันอย่างน้อยกลับมาที่เดิม พอราคาหุ้นมันลงต่อ คุณก็อาจจะหวังให้มันกลับมาอีกหน่อย วนเวียนแบบนี้เรื่อยไป สาเหตุที่แท้จริงคือคุณไปคาดหวังอยู่เรื่อยๆ พอยังคาดหวัง คุณก็จะไม่ขายหุ้น พอคุณไม่ขายหุ้น คุณก็จะติดดอยยาว
Stop Loss กับ Cut Loss ต่างกันยังไง
Cut Loss เป็นส่วนหนึ่งของ Stop Loss กล่าวคือ คำว่า Stop Loss นั้นมีความหมายที่กว้างกว่า
การ Cut loss นั้นเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสินทรัพย์ที่เราถืออยู่นั้น มีมูลค่าลดต่ำกว่าราคาทุนที่เราซื้อมาแล้ว เราจึงทำใจยอมที่จะ ขายขาดทุน เพื่อหยุดยั้งไม่ให้พอร์ตลงทุนของเราเสียหายไปมากกว่านี้
ในขณะที่คำว่า Stop loss นั้น คือการขายสินทรัพย์ตั้งแต่เมื่อเริ่มเห็นว่ากำไรเริ่มลดลง ไม่ได้แปลว่าต้องขาดทุนก่อนถึงจะขาย แต่จะเป็นการขายก่อนที่จะขาดทุนก็ได้ Stop loss จึงมีความหมายในเชิงหยุดก่อนที่จะเสียรวมอยู่ด้วย
