สินค้าคงเหลือ (Inventory) คือ สินทรัพย์ที่จับต้องได้ที่เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้า สินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิต และสินค้าสำเร็จรูปที่รอการนำไปขาย
สินค้าคงเหลือจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่อมีลูกค้าต้องการสินค้าทันที เราจะนำสินค้าคงเหลือที่ผลิตสำเร็จแล้วออกไปขาย เมื่อมีลูกค้าสั่งสินค้าล่วงหน้า ธุรกิจก็จะวางแผนการผลิตให้สินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิตสามารถส่งมอบได้ทันเวลาตามที่ลูกค้าต้องการ และสั่งวัตถุดิบมาเตรียมรอรับคำสั่งซื้อต่อไป
สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ซึ่งมีสภาพคล่องต่ำมาก เพราะต้องผ่านกระบวนการมากมาย เช่นการผลิตซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน รวมถึงการขายและเก็บเงินจากลูกค้าเพื่อให้ได้เงินสดกลับเข้าบริษัทด้วย
Inventory หรือสินค้าคงเหลือมีอะไรบ้าง
Inventory สามารถแบ่งได้ตามขั้นตอนการผลิตได้ 3 ประเภท ดังนี้
- วัตถุดิบ (Raw material) คือ ส่วนประกอบต่างๆ ที่ทำให้เกิดเป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น ถ้าเราผลิตสินค้าเป็นยางรถยนต์ วัตถุดิบก็จะเป็น ยางดิบ สารเคมีต่างๆ เส้นใยเหล็กที่ใช้เสริมความแข็งแรงในยาง เป็นต้น
- งานระหว่างทำ (Work in process) คือ งานที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิต เนื่องจากกระบวนการผลิตมีหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนหลายๆ ครั้งมีการขนย้ายงานไปเครื่องจักรต่างๆ รวมถึงไปวางพักไว้ก่อนด้วย เช่น ถ้าเราผลิตยางรถยนต์ ขั้นตอนจะมีหลายอย่าง เช่น ผสมยาง ทำขอบยาง ขึ้นรูปยาง อบยาง เป็นต้น พวกนี้ถือเป็นงานระหว่างทำทั้งหมด
- สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) คือ สินค้าที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอการนำไปขายให้กับลูกค้า โดยมากมักเก็บอยู่ในคลังสินค้า
ต้นทุนของสินค้าคงเหลือ (Inventory) มีอะไรบ้าง?
ต้นทุนสินค้าคงเหลือสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ ในกรณีเราทำธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจผลิตสินค้าเพื่อขาย
หากเราทำธุรกิจซื้อมาขายไป ต้นทุนของสินค้าคงเหลือคือ ค่าสินค้าที่เราซื้อมาเพื่อขายต่อ, ค่าดำเนินการต่างๆ เพื่อให้สินค้านั้นพร้อมขาย หากมีค่าขนส่ง ก็จะต้องรวมค่าขนส่งเข้าไปในต้นทุนสินค้าคงเหลือด้วย
หากเราทำธุรกิจผลิตสินค้าเพื่อขาย ต้นทุนสินค้าคงเหลือคือ ค่าวัตถุดิบทางตรง, ค่าแรงทางตรง, ค่าใช้จ่ายในการผลิต, ค่าใช้จ่ายทางตรงอื่นๆ ที่ทำให้สินค้าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน (ทางตรง หมายถึงเกี่ยวข้องกับสินค้านั้นตรงๆ หากไม่มีก็จะไม่สามารถผลิตสินค้านั้นได้) รวมถึง พื้นที่ที่เก็บสินค้า และสินค้าตกรุ่น
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตอย่างในประเทศไทย บริษัท Goodyear Thailand
หากเราอยากดูสินค้าคงเหลือ เราสามารถดูได้จากงบดุล

และเราสามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือต่อได้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

จะเห็นรายการแยกว่าสินค้าคงเหลือของบริษัทนั้นแบ่งออกเป็นอะไรบ้าง ในตัวอย่างเราจะเห็นว่ามี วัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูป อะไหล่ และสินค้าระหว่างทาง
หากเรานำรายละเอียดเหล่านี้มาทำย้อนหลังหลายๆ ปี รวมถึงอ่านประกอบกับงบการเงินอื่นๆ จะช่วยให้เราสังเกตุบริษัทได้ดีขึ้น เช่น เหตุใดสินค้าสำเร็จรูปจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บริษัทกำลังขยายกำลังการผลิตหรือไม่ หรือมีลูกค้าสั่งซื้อเพิ่มอย่างมีนัยยะสำคัญหรือไม่ เป็นต้น
รวมถึงสามารถนำไปคำนวณอัตราส่วนที่สำคัญอย่าง Inventory Turnover ที่ใช้วัดความสามารถในการขายสินค้าคงเหลือได้อีกด้วย
วิธีลดต้นทุนสินค้าคงเหลือ
อย่างไรก็ตาม การมีสินค้าคงเหลือเหลือเยอะ ไม่ใช่เรื่องดีเพราะถือเป็นต้นทุนจม ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราสั่งวัตถุดิบมาเราต้องนำวัตถุดิบไปวางไว้ในโรงงานก่อน ยิ่งสั่งมามากก็ยิ่งใช้เงินมากและใช้พื้นที่จัดเก็บมาก วัตถุดิบที่วางทิ้งไว้เหล่านี้ (รวมถึงสินค้าระหว่างผลิตที่วางอยู่ตามที่ต่างๆ ในโรงงาน และสินค้าสำเร็จรูป) ล้วนเป็นเงินที่ถูกวางไว้ตามโรงงานทั้งสิ้น
การลดต้นทุนสินค้าคงเหลือที่ดีที่สุดจึงเป็นการลดปริมาณสินค้าคงเหลือเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีวิธีดังต่อไปนี้
- ใช้ระบบ Just in time หรือการผลิตแบบทันเวลาพอดี เป็นวิธีที่นิยมมากวิธีหนึ่ง คือจะไม่ผลิตจำนวนมากๆ แต่จะผลิตตามจำนวนที่ลูกค้าสั่ง + ค่าความผิดพลาดตามสถิติที่เคยเกิดขึ้น วิธีนี้จะเน้นให้มีสินค้าคงเหลือให้น้อยที่สุดเพื่อลดความสูญเปล่าจากการผลิต
- การพยากรณ์ยอดขาย เป็นวิธีที่นิยมอีกวิธีหนึ่งโดยจะพยากรณ์จากข้อมูลที่เคยมีก่อนหน้าของบริษัท
- การลดราคาหรือแถมสินค้า เป็นวิธีลดหรือกำจัดสินค้าคงเหลือที่กำลังจะตกรุ่นที่พบได้บ่อยในสินค้าเทคโนโลยีหรือแฟชั่น ซึ่งควรรีบทำก่อนที่สินค้านั้นจะตกรุ่นจริงๆ แล้วขายไม่ได้อีกต่อไป
วิธีการคำนวณต้นทุนขายสินค้าคงเหลือ (inventory) จากสถานการณ์จริง
วิธีราคาเจาะจง (Specific) เหมาะสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าเฉพาะเจาะจงหรือมีมูลค่าสูง และกิจการจะต้องสามารถระบุราคาสินค้าที่ซื้อมาขายไปได้อย่างถูกต้อง (โดยมากมักมีรหัสเฉพาะของสินค้าแต่ละชิ้น) เช่น รถยนต์ อัญมณี เป็นต้น
เช่น ซื้อสินค้า A ราคา 1000 บาท ซื้อ สินค้า B 1500 บาท ซื้อสินค้า C 1200 บาท รวมสินค้าคลงเหลือ = 1000 + 1500 + 1200 = 3700 บาท
เวลาขายออกจะต้องกลับไปดูให้แน่ชัด ว่าขายชิ้นไหนออกไป หากขายชิ้น B ออกไป สินค้าคงเหลือในบัญชีจะเท่ากับ 3700 – 1500 = 2200 บาท
วิธีเข้าก่อนออกก่อน (First in first out / FIFO) เป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยมมาก เพราะเข้าใจได้ง่าย หลักการคือซื้อมาก่อน ก็ออกไปก่อน หากซื้อสินค้าเรียงตามลำดับเวลาเป็น A, B, C เมื่อถึงเวลาขาย A ก็จะต้องออกไปก่อน
เช่น สินค้า A มีมูลค่า 500 บาท สินค้า B มีมูลค่า 300 บาท สินค้า C มีมูลค่า 700 บาท มูลค่ารวมเท่ากับ 500 + 300 + 700 = 1500 บาท
หากมีการขายสินค้าออกไป สินค้า A ก็จะถูกขายออกไปก่อน ทำให้ยอดคงเหลือมีแค่ 1500 – 500 = 1000 บาท
วิธีถัวเฉลี่ยต้นทุนสินค้าที่ซื้อเข้ามาแต่ละงวด (Weighted Average) เป็นวิธีที่มีแนวคิดว่า สินค้าที่ซื้อหรือผลิตนั้นมีคุณสมบัติเหมือนกัน ต้นทุนต่อหน่วยก็คือต้นทุนสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย หารด้วยจำนวนหน่วยที่มีไว้เพื่อขาย
เช่น สินค้า A มีราคา 1000 บาท สินค้า B มีราคา 1100 บาท สินค้า C มีราคา 1400 บาท ดังนั้นต้นทุนเฉลี่ยคือ (1000 + 1100 + 1400) / 3 = 1166.6 บาท (หาร 3 เพราะมีสินค้า 3 อัน A, B, C)
หากมีการขายสินค้าออกไปไม่ว่าจะ A, B, C ก็จะนำค่า 1166.6 บาทไปลบ เช่นหากขายสินค้า C ออกไป
มูลค่าคงเหลือจะเท่ากับ 1000 + 1100 + 1400 – 1166.6 = 2333.4 บาท
