P/E Ratio (Price to Earning Ratio บางครั้งก็เขียนว่า PE ratio) คือ อัตราส่วนระหว่างราคาของหุ้น เทียบกับกำไรต่อหุ้น
มีสูตรคือ
P/E Ratio = P / EPS
โดย
P = Price หรือราคาหุ้นปัจจุบัน
E = EPS คือ Earning per share หรือ กำไรต่อหุ้น (โดยปกติคิดเป็นรายปี)
เมื่อเราทำการหารราคาหุ้นด้วยกำไรต่อหุ้นแล้ว จึงเหมือนกับว่ากี่ปีจึงจะคืนทุน เช่นราคาหุ้นที่เราซื้อคือ 10 บาท และหุ้นตัวนี้ทั้งปีมีกำไรต่อหุ้น 2 บาท แปลว่าถ้าเราซื้อหุ้นตัวนี้แล้ว ระยะเวลาคืนทุนจึงเท่ากับ 10/2 = 5 ปี (ตีว่าในเมื่อกำไรต่อหุ้นปีละ 2 บาท ก็ต้องใช้ 5 ปีถึงเท่ากับ 10 บาทที่เราซื้อมา)
ดังนั้น P/E Ratio จึงเป็นตัวบอกคร่าวๆ ว่าหุ้นที่เราซื้อนั้นถูกหรือแพง (เพราะมันคล้ายระยะเวลาคืนทุน)
ความคาดหวังกับ P/E Ratio
โดยทั่วไปแล้วนักลงทุนมักมองว่าค่า P/E ที่ต่ำหมายถึงหุ้นมีราคาถูก
แต่หลายๆ ครั้งเราก็มักเห็นค่า P/E ของหุ้นสูงมากๆ เช่น 40 เท่าหรือ 50 เท่าขึ้นไป
ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเพราะว่า ราคาของหุ้น (P) วิ่งนำหน้า กำไร (E) ไปเยอะ ทำให้เวลาหารออกมาแล้ว P/E มีค่าสูงมาก
สาเหตุที่ทำให้มีนักลงทุนหลายคนยอมซื้อหุ้นที่ราคาแพงๆ เช่นนี้ อาจะเป็นไปได้ว่านักลงทุนมองเห็นว่าหุ้นตัวนั้น น่าจะมีกำไรในอนาคตสูงมาก
เมื่อกำไรในอนาคตสูงมาก เมื่อเวลามาถึง ค่า EPS หรือกำไรต่อหุ้นที่สูง ก็จะฉุดให้ค่า P/E ต่ำลงมาระดับปกตินั่นเอง
จึงเป็นที่รู้กันว่าหุ้นตัวไหนมี P/E ที่สูง หุ้นตัวนั้นมักแบกความหวังไว้เยอะ (คนคาดหวังกำไรในอนาคตเยอะ)
หากทำไม่ได้ตามหวังแล้ว หุ้นตัวนั้นมักราคาตกอย่างรุนแรง
ข้อควรระวังในการใช้ P/E Ratio
อย่างไรก็ตาม การใช้ P/E Ratio นั้นต้องระลึกไว้เสมอว่า ค่า EPS ที่เราเห็นในเว็บหุ้นต่างๆ นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลย้อนหลังทั้งสิ้น
นั่นแปลว่าข้อมูล EPS นั้นเป็นอดีต และในฐานะนักลงทุนเราต้องเข้าใจว่า มันไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับอนาคตเลย ว่าบริษัทจะทำกำไรต่อหุ้นได้เท่าไหร่
เราต้องประเมินเอาเอง โดยการคาดเดากำไรในอนาคตของบริษัทจากปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ของบริษัท เช่น ธุรกิจของบริษัทยังดีอยู่รึเปล่า ต้นทุนเพิ่มเยอะหรือไม่ ลูกค้ายังอยู่หรือไม่ คู่แข่งเพิ่มหรือไม่ ผู้บริหารประเมินว่าอย่างไร ฯลฯ
เมื่อเราประเมินกำไรในอนาคตของบริษัทแล้ว จึงเอามาหารจำนวนหุ้นของบริษัทที่ชำระแล้ว ก็จะได้ค่า EPS ในอนาคตออกมา
และนำเอาราคาในปัจจุบันไปหาร EPS ในอนาคต เราก็จะได้ค่า P/E Ratio ในอนาคตออกมา
หลังจากนั้นเราจึงนำค่านี้ไปเทียบกับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันว่า ค่า P/E ที่เราคิดออกมา มันถูกหรือแพงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
และเราก็ต้องระลึกไว้เสมอว่า หากบางทีเจอหุ้นที่ P/E ถูกเรื้อรังเป็นเวลานาน อาจจะแปลได้ว่าหุ้นตัวนั้นมีบางอย่างไม่ดีที่เราไม่รู้ก็เป็นได้
นอกจากนั้นก็ยังต้องระวังหุ้นวัฏจักร เพราะการดูค่า P/E เพื่อซื้อหุ้นกลุ่มนี้ มักทำให้เข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ผิดไปมาก
ตัวอย่างการหา P/E Ratio จากสถานการณ์จริง
ต่อไปเราจะมาทำการหา P/E ratio กัน โดยจะแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคือ Trailing P/E ratio ซึ่งก็คือการใช้ข้อมูลกำไรในอดีตมาหาค่า P/E กับอีกแบบคือการประเมินกำไรในอนาคตของบริษัท เรียกว่า การหา forward P/E ratio ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่า เนื่องจากเราซื้อหุ้นเพราะเราคาดหวังอนาคตว่าหุ้นนั้นจะดี
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างหุ้น ilink
การหา Trailing P/E ratio (ใช้ EPS ย้อนหลัง)
การหา trailing P/E ratio สามารถทำได้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้
ไปที่เวบ set.or.th แล้วพิมพ์ชื่อหุ้นที่ต้องการดูราคา

หลังจากนั้นไปที่หน้างบการเงิน จนถึงบรรทัดกำไรต่อหุ้น(บาท)


พบว่างบปี 2564 บริษัทมีกำไร 0.7 บาทต่อหุ้น
คำนวณ P/E ratio ของ ilink จะได้เท่ากับ 7.75/0.7 = 11.07 เท่า นี่คือ Trailing P/E เพราะใช้กำไรย้อนหลังในการคำนวณ
หมายเหตุ ทั้งเว็บ settrade, set.or.th นั้นถ้าเราเอาราคาปัจจุบันมาหารด้วย EPS จากในเว็บเลย จะพบว่าค่า P/E ในเว็บ settrade และ set.or.th ไม่ตรงกับที่เราคำนวณได้ สาเหตุเพราะทั้งสองเว็บนั้น เอา EPS สี่ไตรมาสล่าสุดมาคำนวณ (ของเราเอาทั้งปี 2564) จึงไม่ตรง เช่นถ้าเราดูราคาวันที่ 4 กันยา 2565 ซึ่งเป็นไตรมาสที่สาม ตัวในสองเว็บนั้นจะคิด EPS ตั้งแต่ ไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 ย้อนไปถึงไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 เป็นต้น ตัวเลขที่อยู่ในตารางจากทั้งสองเว็บจึงไม่ตรงกับที่เราคำนวณได้
การหา Forward P/E ratio (ประเมินกำไรในอนาคตเอง)
การหา forward P/E ratio ทำได้ค่อนข้างยากหากไม่เข้าใจธุรกิจที่บริษัททำ อย่างไรก็ตาม ในตัวอย่างนี้เราจะทำแบบง่าย โดยจะอ้างอิงจากที่ผู้บริหารของบริษัทบอกตามข่าวต่างๆ (ข้อควรระมัดระวังอีกอย่างคือ ผู้บริหารหลายคนมักมองโลกแง่ดีเกินไป ต้องดูย้อนหลังด้วยว่าปกติแล้ว ผู้บริหารคนนี้โลกสวยรึเปล่า) ในกรณีนี้ เราจะอ้างอิงจากที่ผู้บริหารเคยให้ข่าว
เราอาจจะคิดแบบ conservative (อนุรักษ์นิยม – คิดแบบปลอดภัยไว้ก่อน) คือเอาเป้าต่ำ 8% มาคิด
รายได้ ilink ปี 2564 อยู่ที่ 6,109.97 ล้านบาท ถ้ารายได้โต 8% แล้วปี 2565 ilink ควรจะมีรายได้เท่ากับ
6,109.97 x 1.08 = 6,598.77 ล้านบาท
แต่นี่คือรายได้ เราต้องการกำไรเพื่อหา EPS
การจะประมาณกำไรแบบคร่าวๆ สามารถทำได้โดยดูค่า net profit margin หรืออัตรากำไรสุทธิ

จากรูปด้านบนเราพบว่าอัตรากำไรสุทธิของ ilink มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 สูง 8.14%
เพื่อความไม่ประมาท เอาอัตรากำไรสุทธิของปี 2564 ก็ได้ (ซึ่งก็ยังถือว่าสูงกว่าปีอื่นๆ) หรือหากอยากเฉลี่ยก็สามารถทำได้เช่นกัน เพราะนี่คือการประเมินในอนาคต เราสามารถทำได้ตามระดับความไม่ประมาทของเรา
ในกรณีนี้จะขอใช้อัตรากำไรสุทธิที่ 7.65%
นำรายได้ที่เราประเมินจากการที่ผู้บริหารให้ข่าวมาคูณกับอัตรากำไรสุทธิ เพื่อให้ได้กำไรสุทธิหน่วยเป็นล้านบาทได้เลย
จะได้ประมาณกำไรสุทธิของปี 2565 เท่ากับ 6,598.77 x 7.65% = 504.8 ล้านบาท
ต่อมาเราต้องหา EPS เพื่อมาคำนวณ forward P/E ratio จึงต้องไปหาจำนวนหุ้นชำระแล้วก่อน
ดูจำนวนหุ้นชำระแล้วได้ที่ set.or.th ที่หน้าข้อมูลหลักทรัพย์


จากรูป ilink มีจำนวนหุ้นชำระแล้วเท่ากับ 543,632,325 หุ้น
เราจะคำนวณ EPS ได้เท่ากับ 504.8 ล้านบาท/543.63 ล้านหุ้น = 0.928 บาท/หุ้น
และเนื่องจาก P/E เท่ากับ ราคาหุ้นหารกำไรต่อหุ้น ดังนั้น
คำนวณ forward P/E ratio ได้เท่ากับ 7.75/0.928 = 8.35 เท่า
เราก็นำค่านี้ ไปดูเทียบกับอุตสาหกรรม สมมุติว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ ilink อยู่นั้นมีค่า P/E ที่ 15 เท่า (แน่นอนนี่ก็เป็นค่าในอดีตเช่นกัน จะหาค่าเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมแบบ forward ก็อาจจะต้องทำงานหนักมากๆ หน่อย)
เราก็อาจจะมองว่า ilink นั้นราคาจริงๆ ถ้า P/E เท่ากับอุตสาหกรรม ilink ควรมีราคา 0.928 x 15 = 13.92 บาท
จะเห็นว่าราคานี้มีส่วนต่างสูงมากถึง 13.92-7.75 = 6.17 บาท หรือเท่ากับมี upside 79% จากราคาปัจจุบัน
ถ้าเราจะลงทุนเมื่อมี upside 30% ขึ้นไป เราก็สามารถลงทุนในหุ้น ilink ได้
