Cash Cycle หรือวงจรเงินสด คืออะไร สำคัญอย่างไร

Cash Cycle หรือ Cash conversion cycle คือ วงจรเงินสด เป็นระยะเวลาที่ใช้ตั้งแต่เริ่มผลิตสินค้าหรือบริการจนกระทั่งได้เงินสดกลับเข้ามาในบริษัท มีหน่วยเป็น วัน

วงจรเงินสดนั้นมีค่ายิ่งต่ำยิ่งดี เพราะนั่นแปลว่าบริษัทจะได้รับเงินสดกลับเข้ามาไวขึ้น และสามารถนำเงินจำนวนนั้นไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อได้

หากบริษัทผลิตสินค้าแล้วนำไปขาย แต่กว่าลูกหนี้ของบริษัทจะจ่ายคืนใช้เวลานานหลายเดือน ทำให้บริษัทไม่มีเงินไปทำอย่างอื่น หรือต้องกู้เงินมาเพื่อไปทำอย่างอื่น ซึ่งทำให้บริษัทเติบโตช้าลงได้

Cash Cycle คำนวณอย่างไร

การคำนวณ cash cycle

สูตรคำนวณ Cash Cycle คือ

Cash Cycle = ระยะเวลาขายสินค้า + ระยะเวลาเก็บหนี้ – ระยะเวลาชำระหนี้

ระยะเวลาขายสินค้า คือ ระยะเวลาเฉลี่ยกว่าที่สินค้าของเราจะขายได้ (เริ่มตั้งแต่ได้รับวัตถุดิบ ถึงผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปแล้วขายให้ลูกค้า เส้นสีฟ้าส่วนแรกในรูป)

ระยะเวลาเก็บหนี้ คือ ระยะเวลาเฉลี่ยกว่าที่ลูกหนี้จะยอมจ่ายเงินเรา (เริ่มตั้งแต่ขายสินค้าจนได้รับเงินจากลูกหนี้ – คำว่าขายไม่ได้แปลว่าได้เงินเลย อาจจะทำสัญญากันว่าจะจ่ายวันหลัง เส้นสีฟ้าส่วนที่สองในรูป)

ระยะเวลาชำระหนี้ คือ ระยะเวลาเฉลี่ยที่เราจะจ่ายเงินให้กับเจ้าหนี้ของเรา (เส้นสีแดงในรูป)

ยกตัวอย่างเช่น เราทำธุรกิจผลิตขนมและขายผ่านร้านโชห่วย

เราทำสัญญาซื้อวัตถุดิบจากโรงงาน ว่าจะจ่ายเงินค่าวัตถุดิบในอีก 15 วันข้างหน้า (เรายังไม่จ่ายทันที) เมื่อเราได้วัตถุดิบมา เราก็ทำการผลิต และนำไปวางขายในร้านโชห่วยต่างๆ

สมมุติเวลาที่เราใช้นับตั้งแต่เริ่มผลิตจนเสร็จและร้านโชห่วยเอาไปวางขายใช้เวลา 20 วัน

คนที่ซื้อของจากเราคือร้านโชห่วย (ไม่ใช้คนที่ซื้อไปกิน) จะจ่ายเราในอีก 7 วันถัดมา (เจ้าของร้านโชห่วยเองก็ไม่จ่ายเงินทันทีเหมือนกับที่เราไม่จ่ายเงินซื้อวัตถุดิบทันทีเช่นกัน)

แบบนี้จะมีค่า cash cycle เท่ากับ 20+715 = 8 วัน

Cash Cycle บอกอะไร

Cash cycle บอกว่า ระยะเวลาตั้งแต่ที่เราจ่ายเงินเพื่อซื้อวัตถุดิบจนกระทั่งได้เงินสดกลับมานั้นใช้เวลากี่วัน

จากตัวอย่างข้างต้น เราทำสัญญาจ่ายเงินเพื่อซื้อวัตถุดิบ เพื่อนำมาผลิตขนมไปขาย กว่าที่เราจะได้เงินกลับมาโดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลา 8 วัน

ทำไมทุกคนถึงไม่ยอมจ่ายเงินทันที มันน่าจะเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ในเมื่อสุดท้ายแล้วก็ต้องจ่ายเป็นรอบๆ ไปอยู่ดี

คำตอบคือ ไม่เหมือน หากเราไปดูอีกธุรกิจนึงในตัวอย่างข้างต้น จะพบว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไป

ในตัวอย่างข้างต้น เราเป็นบริษัทผลิตขนม ถ้าเราลองมองใหม่ว่าเราเป็นเจ้าของร้านโชห่วย เราจะพบว่าสมการเปลี่ยนไปดังนี้

สมมุติว่ากว่าจะมีคนมาซื้อขนมหลังจากวางบนชั้นขายของ เฉลี่ยใช้เวลา 5 วัน (20 วันข้างต้น เป็นระยะเวลาตั้งแต่เริ่มผลิต แต่ร้านโชห่วยไม่มีระยะเวลาตรงนี้ นอกจากนั้นขนมที่ร้านโชห่วยรับมาขาย ก็มีหลายยี่ห้ออีก ทำให้ตัวเลข 5 วัน กับตัวเลข 20 วันตอนแรก ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน)

ลูกหนี้ของร้านโชห่วยคือลูกค้าที่เดินเข้ามาจ่ายเงินซื้อของ แน่นอนว่าลูกค้าแบบนี้จ่ายด้วยเงินสดทันทีเหมือนเราเดินเข้าไปซื้อของนั่นแหละ เพราะฉะนั้นระยะเวลาการเก็บหนี้จากลูกหนี้จึงเป็น 1 วัน

ดังนั้นวงจรเงินสดของร้านโชห่วยจะเท่ากับ 5+1-7 = -1 วัน วงจรเงินสดติดลบนั่นเอง

วงจรเงินสดติดลบหมายถึงอะไร ?

วงจรเงินสดติดลบ หมายถึง ระยะเวลาที่เราจะต้องจ่ายหนี้ยาวกว่าระยะเวลาที่เราเก็บเงินจากการขายของได้ (วันที่เราจะต้องจ่ายหนี้ อยู่หลังวันที่เราจะได้เงินจากการขายของ เช่น ขายของได้เงินวันนี้ทันที แต่วันที่ต้องจ่ายหนี้เป็นอาทิตย์หน้า เป็นต้น)

เราขายของไปได้แล้ว แต่ยังไม่ต้องจ่ายหนี้ แปลว่ามีเงินสำหรับไปลงทุนเพิ่ม

หากการลงทุนนั้นได้กำไร ก็สามารถนำกำไรนั้นกลับมาใช้ในธุรกิจต่อได้

เมื่อมีกำไรมาลงในธุรกิจต่อ ก็มีเงินมาใช้ผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นอีก เปรียบเสมือนการนำเงินของเจ้าหนี้มาหมุนก่อนนั่นเอง

วงจรเงินสดติดลบดีไหม?

ดีแน่นอน เนื่องจากเรายังไม่ต้องจ่ายหนี้ให้กับเจ้าหนี้ แปลว่าเรามีเวลาเหลือในการเอาเงินของเราไปใช้ทำอย่างอื่นก่อนได้

เทียบกับการที่วงจรเงินสดมีค่าสูง ที่จะทำให้เราต้องมานั่งรอว่าเมื่อไหร่จึงจะได้เงินกลับมาเพื่อไปผลิตสินค้าต่อ

หากวงจรเงินสดมีค่าสูง แต่ขายดี ก็อาจทำให้เราต้องไปกู้มาก่อนด้วย

เพราะว่าเรามีเงินจำกัด เราจ่ายเพื่อวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าไปแล้ว แต่กว่าจะได้เงินกลับมานั้นใช้เวลานาน หากมีคนต้องการสินค้าจำนวนมากในระหว่างนั้น เราก็ต้องไปกู้มาก่อน เพื่อไปซื้อวัตถุดิบมาผลิตสินค้าแล้วขาย การกู้ก็ต้องเสียดอกเบี้ยด้วย

(แน่นอนว่าหากสินค้าที่ผลิตนั้นขายดี ย่อมเป็นเรื่องที่ดีแม้ว่าวงจรเงินสดจะมีค่ามาก แต่ถ้าให้เลือกแล้วสมมุติว่าทำธุรกิจเดียวกัน วงจรเงินสดติดลบดีกว่าเสมอ)

วงจรการเปลี่ยนเงินสดสามารถใช้เวลาน้อยลงได้ด้วยวิธีใด

เนื่องจากวงจรเงินสดมีส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยกัน 3 ส่วนคือ

  • ระยะเวลาขายสินค้า
  • ระยะเวลาเก็บหนี้
  • ระยะเวลาชำระหนี้

และสูตรคือ Cash Cycle = ระยะเวลาขายสินค้า + ระยะเวลาเก็บหนี้ – ระยะเวลาชำระหนี้

ดังนั้นหากอยากลดวงจรเงินสด เราจะต้องทำดังนี้

ยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปให้ได้มากที่สุด (เจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้)

ลดระยะเวลาขายสินค้าให้ได้มากที่สุด (เวลาที่เริ่มตั้งแต่ได้วัตถุดิบมา จนกระทั่งเป็นสินค้าสำเร็จรูป – ผลิตสินค้าให้เร็วขึ้น หรือลดสินค้าคงคลัง)

ลดระยะเวลาเก็บหนี้ให้ได้สั้นที่สุด (ขายของเป็นเงินสด คือได้เงินวันนั้นทันที)

บริษัทอะไรบ้างที่วงจรเงินสดติดลบในสถานการณ์จริง

บริษัทที่มีชื่อเสียงที่มีวงจรเงินสดติดลบได้แก่ 7-11, แมคโคร, โลตัส เป็นต้น

เพราะบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทใหญ่มีอำนาจในการต่อรองสูง สามารถต่อรองระยะเวลาการชำระหนี้ได้ยาว แถมส่วนใหญ่ยังขายของแล้วรับเงินเป็นเงินสด จึงทำให้มีวงจรเงินสดติดลบได้ง่าย

หากกิจการของเรารับชำระเงินเป็นเงินสดอยู่แล้ว เราควรเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อยืดระยะเวลาในการชำระ เพื่อให้เรามีวงจรเงินสดที่สั้นลง

สูตรการคำนวณเพิ่มเติม

ระยะเวลาขายสินค้า (Inventory Conversion Period) = 365/อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ

ระยะเวลาเก็บหนี้ (Receivable Conversion Period) = 365/อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า

ระยะเวลาชำระหนี้ (Payable Conversion Period) = 365/อัตราหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า