shareholders equity (บางครั้งเรียกสั้นๆ ว่า equity) หรือส่วนของผู้ถือหุ้น หรือส่วนของเจ้าของ คือ ส่วนที่เป็นของเจ้าของ(ไม่ว่าจะมีเจ้าของกี่คน)ที่เหลือหลังจากกิจการหักหนี้สินทั้งหมดออกแล้ว
เพราะในบริษัทใดๆ ก็ตาม สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น
(อธิบายง่ายๆ แบบภาษาบ้านๆ ว่า สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทมีค่าเท่ากับสองอย่างรวมกัน คือใช้เงินส่วนตัวซื้อมา ไม่ก็ไปกู้เพื่อซื้อมา)
ดังนั้นถ้าเราแก้สมการก็จะได้ค่าของส่วนของผู้ถือหุ้นดังนี้
ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์ – หนี้สิน
เมื่อเราประเมินค่าสินทรัพย์ทุกอย่างในบริษัทเป็นเงินแล้ว หักออกด้วยหนี้สินทั้งหมดที่บริษัทมี เราก็จะได้ส่วนของเจ้าของหรือ shareholders equity นั่นเอง
อนึ่งหลายๆ ครั้งเราอาจเห็นคำว่า ส่วนของเจ้าของ, ส่วนของผู้ถือหุ้น, ส่วนของผู้เป็นหุ้นส่วน ทั้งสามอย่างล้วนแล้วแต่เป็นส่วนของเจ้าของทั้งสิ้นดังนี้
- ถ้ากิจการมีเจ้าของคนเดียวจะเรียกส่วนของเจ้าของว่า ส่วนของเจ้าของ (เรียกเหมือนเดิม)
- ถ้ากิจการเป็นห้างหุ้นส่วนจะเรียกส่วนของเจ้าของว่า ส่วนของผู้เป็นหุ้นส่วน
- ถ้ากิจการเป็นบริษัทมหาชนหรือบริษัทจำกัดจะเรียกส่วนของเจ้าของว่า ส่วนของผู้ถือหุ้น
ส่วนของผู้ถือหุ้น มีอะไรบ้าง
โดยทั่วไปแล้วส่วนของผู้ถือหุ้นจะประกอบด้วย 4 ส่วนหลักๆ คือ
- ทุนชำระแล้ว (เงินทุนที่ผู้ถือหุ้นนำเข้ามาในบริษัทจริงๆ)
- ส่วนเกินมูลค่าหุ้น (มูลค่าหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากราคาพาร์)
- กำไรหรือขาดทุนสะสม (ผลรวมของกำไร/ขาดทุนจากการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา)
- ส่วนต่างที่เกิดจากการปรับมูลค่าสินทรัพย์ (เช่นการปรับมูลค่าสินทรัพย์ต่างๆ ในบริษัทเนื่องจากมีมาตรฐานบัญชีใหม่เกิดขึ้น)
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย

ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยหรือส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม คือ ส่วนที่เหลือหลังจากรวมสินทรัพย์ของบริษัทแม่และบริษัทลูกแล้วหัก equity ของบริษัทแม่ออก
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น
บริษัทแม่ A มีสินทรัพย์ 100 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน (เพราะฉะนั้นทั้ง 100 ล้านบาทเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น)
บริษัทลูก B มีสินทรัพย์ 50 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน (เพราะฉะนั้นทั้ง 50 ล้านบาทเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น)
ทั้งสองไม่มีรายการระหว่างกันอย่างอื่นนอกจากเงินลงทุนที่บริษัท A ลงทุนในบริษัท B และบริษัท A ถือหุ้นในบริษัท B คิดเป็น 60% ของหุ้นทั้งหมด (50 ล้านบาท x 60% = 30 ล้านบาท)
ดังนั้นส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยมีค่าเท่ากับ 50-30 = 20 ล้านบาท
หมายเหตุ งบการเงินจริงๆ จะซับซ้อนกว่านี้มากเพราะมักมีรายการระหว่างกันด้วย
