เงินปันผล คือ การปันส่วนแบ่งกำไรที่กิจการทำได้ให้กับผู้ถือหุ้น กำไรที่ได้จากการทำธุรกิจนี้อาจจะแบ่งให้กับผู้ถือหุ้นเป็นรายปี รายไตรมาส หรือไม่จ่ายก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินของกิจการ รวมถึงการประชุมผู้ถือหุ้น ว่าจะอนุมัติให้จ่ายปันผลหรือไม่
โดยทั่วไปแล้วมีการจ่ายปันผลสองแบบ คือการจ่ายเป็นเงินสด (Cash Dividend) และการจ่ายเป็นหุ้น (Equity Stock Dividend)
การจ่ายปันผลเป็นเงินสด
นักลงทุนจะได้รับเงินสดเข้าในธนาคารที่นักลงทุนผูกบัญชีกับโบรคเกอร์หุ้นไว้ ข้อดีของการได้รับเงินปันผลเป็นเงินสดคือ นักลงทุนได้รับเงินสดสำหรับใช้จ่ายได้ นอกจากนั้นยังบอกเป็นตัวบอกด้วยว่า กิจการที่ลงทุนอยู่มีกำไรเป็นเงินสดจริงๆ ไม่ใช่บัญชีตกแต่ง เพราะการจะมีเงินมาโอนให้ผู้ถือหุ้นนั้นจำเป็นต้องมีเงินสดในบัญชีธนาคารของบริษัท
ยิ่งบริษัทที่เราลงทุนอยู่สามารถจ่ายปันผลได้บ่อยๆ เช่นรายไตรมาสโดยที่บริษัทยังมีการเติบโตอยู่ ยิ่งแสดงถึงความสามารถในการทำเงินสดของบริษัท
บางบริษัทที่มีผลขาดทุนบางช่วงก็ยังสามารถจ่ายปันผลได้ โดยจะจ่ายเงินจากกำไรสะสม แต่หากมีผลขาดทุนสะสม แบบนี้จะจ่ายเงินปันผลไม่ได้
นอกจากนั้นหากเงินปันผลที่ได้รับ มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ นักลงทุนยังสามารถยื่นขอคืนภาษีได้อีกด้วย เป็นการลดภาระภาษีที่นักลงทุนต้องจ่าย
การจ่ายปันผลเป็นหุ้น
นักลงทุนจะได้รับหุ้นเพิ่มเติมจากที่ถืออยู่ในอัตราส่วนตามที่บริษัทกำหนด วิธีการนี้บริษัทไม่จำเป็นต้องมีเงินสด เพียงแค่กำหนดว่าจะให้หุ้นปันผลเป็นอัตราส่วนเท่าไหร่ต่อหุ้นเดิม
เช่น หากบริษัทมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่าจะแจกหุ้นปันผลในอัตราส่วน 10:1 นั่นแปลว่า ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับหุ้นปันผล 1 หุ้นทุกๆ หุ้นเดิมที่ถือจำนวน 10 หุ้น
หากเรามีหุ้นตัวนั้นอยู่ 55,000 หุ้น เราจะได้รับหุ้นเพิ่มอีก 5,500 หุ้น รวมเป็น 55,000 + 5,500 = 60,500 หุ้น
หุ้นจะถูกโอนเข้าพอร์ตของนักลงทุนโดยตรง บริษัทสามารถเก็บเงินสดไว้ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) เพื่อใช้ขยายงานได้ รวมทั้งเป็นการเพิ่มสภาพคล่อง (Free Float) ของหุ้นด้วย ในกรณีที่หุ้นนั้นมีจำนวนไม่มาก
ข้อเสียของวิธีนี้คือ จะทำให้ EPS หรือกำไรต่อหุ้นลดลง เรียกว่า Dilution Effect เพราะตัวหารที่เป็นจำนวนหุ้นนั้นเพิ่มขึ้น หากในปีถัดไปกำไรเติบโตน้อยลง ราคาหุ้นอาจจะลงด้วย แต่หากในปีถัดไปบริษัทมีการเติบโตที่ดี ราคาหุ้นขึ้น การจ่ายปันผลแบบหุ้นนี้จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปันผลแบบเงินสด
หากนักลงทุนอยากได้เงินปันผล ต้องซื้อหุ้นก่อนวันหุ้นขึ้น XD
เงินปันผล คิดยังไง
ผลตอบแทนของเงินปันผลนั้น ขึ้นอยู่กับสองปัจจัย คือ จำนวนเงินที่จ่ายปันผลต่อหุ้น และราคาของหุ้นที่เราซื้อมา
เช่น เราซื้อหุ้น TFG ที่ราคา 4.5 บาท จำนวน 10,000 หุ้น ต่อมาบริษัทประกาศจ่ายปันผลเป็นจำนวน 0.3 บาทต่อหุ้น
หากเราต้องการดูแค่ว่าเราได้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์จากเงินปันผลนี้ เราก็คำนวณได้ดังนี้
ผลตอบแทนจากเงินปันผล = 0.3/4.5 = 0.0666
นำไปคูณ 100 เพื่อทำให้เป็นเปอร์เซ็นต์ = 6.66% ซึ่งจำนวนนี้คืออัตราผลตอบแทนเงินปันผลของเราหรือเรียกอีกอย่างว่า Dividend yield
เนื่องจากราคาหุ้น ณ วันที่เราซื้อกับวันประกาศจ่ายปันผลอาจเป็นคนละวันกัน เราไม่ต้องสนใจว่าราคาหุ้น ณ เวลาอื่นๆ นั้นเป็นเท่าไหร่แล้ว เราคิดแค่ราคาหุ้นที่เราซื้อมาเท่านั้น (เพราะนั่นเป็นเรื่องของกำไรส่วนต่างราคาหุ้น ที่เรียกว่า Capital gain เป็นอีกเรื่องนึง อันนี้คือคิดเฉพาะผลตอบแทนเงินปันผล)
เงินปันผลหุ้น ภาษีเท่าไหร่
เงินปันผลหุ้นที่เราได้นั้น จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เป็นจำนวน 10% ดังนั้นเงินที่เราจะได้จริงๆ จะน้อยกว่าตัวอย่างด้านบน
จากตัวอย่างด้านบนนั้น เป็นการคิดเพียงคร่าวๆ เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนดูสูงกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย เรามาจะคิดแบบละเอียดขึ้นดังนี้
จำนวนเงินที่เราใช้ซื้อหุ้น = 4.5 x 10,000 = 45,000 บาท
หากอยากทราบว่าได้ปันผลกี่บาท ก็นำ 0.3 x 10,000 = 3,000 บาท แต่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ดังนั้นเราจะได้เงินจริง 2,700 บาท
อัตราผลตอบแทนเงินปันผล = เงินปันผลที่ได้รับ / เงินที่ใช้ซื้อหุ้น x 100%
อัตราผลตอบแทนเงินปันผล = 2,700 / 45,000 x 100% = 6% ลดลงกว่าเดิมนิดหน่อย
หากเราลงทุนในหุ้นที่ได้สิทธิพิเศษ BOI เราจะไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เพราะรัฐบาลถือว่าเป็นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเฉพาะ ทำให้ได้รับยกเว้นการคิดภาษี
เงินปันผลต่อหุ้น ดูตรงไหน
บริษัทแต่ละบริษัทจะมีการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นไม่เท่ากัน เราสามารถดูว่าบริษัทที่เราสนใจจ่ายปันผลต่อหุ้นเป็นเงินกี่บาทได้ดังนี้
- ไปที่เวบ set.or.th
- ใส่ชื่อหุ้นที่เราสนใจด้านบน
- คลิกที่แถบ สิทธิประโยชน์
- ดูจำนวนเงินปันผลต่อหุ้น

