ค่าตัดจำหน่าย (Amortization) คือ
ค่าตัดจำหน่าย (Amortization) คือ วิธีการทางบัญชีที่ใช้บอกว่าสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้นั้น ถูกใช้ประโยชน์ไปเท่าไหร่แล้วเมื่อเทียบกับมูลค่าของมัน (เช่น ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สัมปทาน เป็นต้น)
ตัวอย่างสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สัมปทาน สิทธิในการเช่า ค่าความนิยม
ความแตกต่างระหว่าง ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) กับค่าตัดจำหน่าย (Amortization)
ความแตกต่างระหว่างค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายคือ ค่าเสื่อมราคานั้นใช้กับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ส่วนค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้
การคิดค่าตัดจำหน่าย
บริษัท A ได้ซื้อสิทธิบัตรอย่างหนึ่งมา และจะผลิตสินค้าโดยใช้ข้อมูลจากสิทธิบัตรนั้น โดยราคาสิทธิบัตรนั้นคือ 1,000,000 บาท และสามารถใช้สิทธิบัตรนี้ได้ 5 ปีเท่านั้น
ค่าใช้จ่ายทางบัญชีของบริษัท A ในปีแรกหลังจากซื้อสิทธิบัตรมาคือ 1 ใน 5 ของราคาสิทธิบัตรดังกล่าว (เท่ากับ 1,000,000/5 = 200,000 บาทต่อปี)
สิ้นปีแรก มูลค่าสิทธิบัตรก็จะเหลือ 800,000 บาท
สิ้นปีที่ 2 มูลค่าสิทธิบัตรก็จะเหลือ 600,000 บาท
สิ้นปีที่ 3 มูลค่าสิทธิบัตรก็จะเหลือ 400,000 บาท
สิ้นปีที่ 4 มูลค่าสิทธิบัตรก็จะเหลือ 200,000 บาท
สิ้นปีที่ 5 มูลค่าสิทธิบัตรก็จะเหลือ 0 บาท
ค่าตัดจำหน่าย (Amortization) เป็นค่าใช้จ่ายหรือไม่
ค่าตัดจำหน่ายถือเป็นค่าใช้จ่าย แม้จะไม่ได้มีการจ่ายเงินสดออกไปจริง
บริษัทที่ตัดค่าตัดจำหน่ายน้อยเกินไป จะทำให้สินทรัพย์ไม่มีตัวตนนั้นหมดอายุการใช้งานก่อนที่จะตัดจำหน่ายครบมูลค่า
หากตัดจำหน่ายมากเกินไป ก็จะทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น และค่าตัดจำหน่ายจะหมดก่อนที่สินทรัพย์ไม่มีตัวตนนั้นหมดอายุ
