ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือ วิธีการลงบันทึกทางบัญชีที่ใช้บอกว่าสินทรัพย์ที่จับต้องได้นั้น มีการเสื่อมค่าลงไปทุกวัน
เปรียบเสมือนการแสดงถึงมูลค่าที่สินทรัพย์นั้นถูกใช้ไปเรื่อยๆ ในรอบบัญชีต่างๆ (เช่น เครื่องจักร ตึกอาคาร ยานพาหนะ เมื่อใช้ไปย่อมมีการเสื่อมสภาพ เป็นต้น ยกเว้นที่ดินไม่มีค่าเสื่อมราคา)
บริษัทต่างๆ จะคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ในงบการเงิน เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษีและเพื่อให้สอดคล้องกับผลผลิตของสินทรัพย์ที่ใช้กับต้นทุนการดำเนินงานเมื่อเวลาผ่านไป
หากเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างค่าสิทธิบัตร ค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ จะเรียกว่าค่าตัดจำหน่าย (Amortization)
การคิดค่าเสื่อมราคา
การคิดค่าเสื่อมราคามีทั้งหมด 4 แบบด้วยกันคือ
1. วิธีเส้นตรง (Straight-Line)
เป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาแบบง่ายและใช้กันมากที่สุด หลักการคือบันทึกค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ตลอดอายุการใช้งานในแต่ละปี โดยจะบันทึกจนกว่าสินทรัพย์นั้นจะนำไปขายต่อ (เรียกว่า มูลค่าซาก)
สูตรคำนวณ คือ
ค่าเสื่อมราคา = (มูลค่าตามบัญชีสุทธิ – มูลค่าซาก)/จำนวนปีอายุการใช้งาน
ตัวอย่าง ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง(Straight Line)
เครื่องจักรมีมูลค่า 1 ล้านบาท และมีมูลค่าซาก 1 แสนบาท อายุการใช้งาน 5 ปี
ค่าเสื่อมราคา = (1,000,000-100,000)/5 = 180,000 บาท/ปี
| ปีที่ | มูลค่าสินทรัพย์ต้นปี | ค่าเสื่อมราคา | มูลค่าสินทรัพย์ท้ายปี |
| 1 | 1,000,000 | 180,000 | 820,000 |
| 2 | 820,000 | 180,000 | 640,000 |
| 3 | 640,000 | 180,000 | 460,000 |
| 4 | 460,000 | 180,000 | 280,000 |
| 5 | 280,000 | 180,000 | 100,000 |
ดังนั้นต้องลงบัญชีบันทึกค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรนี้ 180,000 บาททุกปี จนปีสุดท้ายจะขายเป็นซากในราคา 100,000 บาท
การหาค่าเสื่อมราคาด้วยวิธีเส้นตรง เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด
2. วิธีคิดยอดลดลง (Declining Balance)
คือการคิดค่าเสื่อมราคาโดยคิดจากเปอร์เซ็นต์ค่าเสื่อมของปีก่อนหน้า เพราะสินทรัพย์มักมีมูลค่าสูงในปีแรกๆ และน้อยลงในปีถัดๆ ไป
ค่าเสื่อมราคาแบบ Declining Balance = มูลค่าตามบัญชีต้นงวด x อัตราร้อยละของค่าเสื่อมราคา
โดย
มูลค่าตามบัญชีต้นงวดคือ มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ต้นงวดของรอบบัญชีนั้นๆ หากเป็นปีแรกก็จะเท่ากับมูลค่าตามบัญชีเต็มจำนวน หากเป็นปีถัดไปก็ต้องนำมูลค่าเต็มหักลบกับค่าเสื่อมราคาของงวดก่อนหน้า
อัตราร้อยละของค่าเสื่อมราคา เช่น กำหนดให้สินทรัพย์เสื่อมลงร้อยละ 20 ต่อปี แปลว่าอัตราร้อยละของค่าเสื่อมราคาในสูตรจะเป็น 20%
ตัวอย่าง ค่าเสื่อมราคาแบบคิดยอดลดลง (Declining Balance)
มูลค่าสินทรัพย์ 11,000 บาท
มูลค่าซาก 1,000 บาท
อายุการใช้งาน 10 ปี
อัตราค่าเสื่อมราคา 20% (กรณีนี้คือกำหนดขึ้นมาเอง ไม่ได้หารเอาจาก 10 ปี เพราะถ้าทำแบบนั้นเราจะได้วิธีเส้นตรงแทน)
| ปีที่ | ค่าเสื่อมราคา | ค่าเสื่อมราคา | มูลค่าสินทรัพย์ท้ายปี |
| 1 | 20% (11,000-1,000) | 2,000 | 8,000 |
| 2 | 20% (8,000) | 1,600 | 6,400 |
| 3 | 20% (6,400) | 1,280 | 5,120 |
| 4 | 20% (5,120) | 1,024 | 4,096 |
ค่าเสื่อมราคาแบบ Declining Balance เหมาะสำหรับ สินทรัพย์เสื่อมค่าค่อนข้างเร็ว เช่น รถที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ เครื่องจักรเฉพาะทาง กังหันลม โซล่าเซลล์ เป็นต้น
3. วิธีคิดยอดลดลงแบบทวีคูณ (Double-Declining Balance)
เป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรงก่อน จากนั้นนำไปคูณ 2 แล้วนำค่าที่ได้เป็นค่าเสื่อมประจำงวด วิธีนี้จะไม่คิดมูลค่าซาก
สูตรคำนวณ คือ
ค่าเสื่อมราคาแบบ Double-Declining Balance = 2 x อัตราร้อยละของวิธีเส้นตรง x มูลค่าตามบัญชีสุทธิต้นงวด
ตัวอย่าง ค่าเสื่อมราคาแบบยอดลดลงทวีคูณ (Double-Declining Balance)
มูลค่าสินทรัพย์ 100,000 บาท
มูลค่าซาก 11,000 บาท
อายุการใช้งาน 8 ปี
อัตราค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง = 1/8 = 0.125 คูณ 100 เพื่อทำเป็น % จะได้เท่ากับ 12.5%
ด้วยวิธี double declining จากสูตร 2 x อัตราค่าเสื่อมราคา x ราคาสินทรัพย์
อัตราค่าเสื่อมจะเป็น 12.5 x 2 = 25%
ปีที่ 1 จะมีค่าเสื่อม 100,000 x 25% = 25,000 บาท
ปีที่ 2 จะมีค่าเสื่อม 75,000 x 25% = 18,750 บาท (75,000 มาจากมูลค่าสินทรัพย์เมื่อปีที่แล้วลบค่าเสื่อมปีที่แล้ว)
| ปีที่ | มูลค่าสินทรัพย์ต้นปี | ค่าเสื่อมราคา | มูลค่าสินทรัพย์ท้ายปี |
| 1 | 100,000 | 25,000 | 75,000 |
| 2 | 75,000 | 18,750 | 56,250 |
| 3 | 56,250 | 14,063 | 42,188 |
| 4 | 42,188 | 10,547 | 31,461 |
| 5 | 31,461 | 7,910 | 23,730 |
| 6 | 23,730 | 5,933 | 17,798 |
| 7 | 17,798 | 4,449 | 13,348 |
| 8 | 13,348 | 2,348 | 11,000 |
ค่าเสื่อมราคาแบบ Double Declining Balance เหมาะสำหรับ สินทรัพย์ที่เสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็ว เช่น สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอย่าง โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
4. วิธีคิดค่าเสื่อมแบบนับผลรวมจำนวนปี (Sum-of-the-Years’ Digits)
เป็นวิธีคิดโดยรวมเอาจำนวนปีของอายุการใช้งานสินทรัพย์มาแยกเป็นอัตราส่วน โดยใช้ผลรวมเป็นตัวหาร เช่น อายุสินทรัพย์ 5 ปี จะแยกได้เป็น 1 + 2 + 3 + 4 + 5 = 15

หลังจากนั้นเอาปีที่เป็นเศษ และผลรวมเป็นส่วน ดังนี้

หลักคิดคือสมมติให้สินทรัพย์มีสภาพ 100% ตอนแรก ซึ่งในทางคณิตศาสตร์ 100% = 1 และเมื่อเท่ากับ 1 จึงเขียนได้ว่า 15/15 เช่นกัน
หลังจากนั้นเรามาคิดแบ่งค่าเสื่อมราคาให้จำนวนปีที่สินทรัพย์นั้นเสื่อมลงตลอดจำนวนปีใช้งาน (ในที่นี้คือ 5 ปี) และปีแรกๆ เรากำหนดให้ค่าเสื่อมสูงกว่าเพราะวิธีนี้กำหนดไว้เช่นนั้น เราจึงจะใช้ 5/15 ในปีแรก และใช้ 1/15 ในปีสุดท้าย
ตัวอย่าง ค่าเสื่อมแบบนับผลรวมจำนวนปี (Sum-of-the-Years’ Digits)
เครื่องบินมีอายุการใช้งาน 20 ปี มูลค่า 3000 ล้านบาท มูลค่าซาก 1000 ล้านบาท จะได้ค่าเสื่อมที่หักลบได้เท่ากับ 3000-1000 = 2000 ล้านบาท (เราไม่หักเหลือ 0 เพราะขายซากได้ 1000 ล้านบาท เวลาคำนวณในตารางจะใช้เฉพาะค่าเสื่อมที่หักลบได้เท่านั้น)
| ปีที่ | มูลค่าทางบัญชี | ค่าเสื่อมที่หักลบได้ | factor | ค่าเสื่อมราคาสำหรับปีนั้น | มูลค่าทางบัญชี |
| 1 | 3,000,000,000 | 2,000,000,000 | 0.095238 | 190,476,190 | 2,809,523,810 |
| 2 | 2,809,523,810 | 2,000,000,000 | 0.090476 | 180,952,381 | 2,628,571,429 |
| 3 | 2,628,571,429 | 2,000,000,000 | 0.085714 | 171,428,571 | 2,457,142,857 |
| 4 | 2,457,142,857 | 2,000,000,000 | 0.080952 | 161,904,762 | 2,295,238,095 |
| 5 | 2,295,238,095 | 2,000,000,000 | 0.07619 | 152,380,952 | 2,142,857,143 |
| 6 | 2,142,857,143 | 2,000,000,000 | 0.071429 | 142,857,143 | 2,000,000,000 |
| 7 | 2,000,000,000 | 2,000,000,000 | 0.066667 | 133,333,333 | 1,866,666,667 |
| 8 | 1,866,666,667 | 2,000,000,000 | 0.061905 | 123,809,524 | 1,742,857,143 |
| 9 | 1,742,857,143 | 2,000,000,000 | 0.057143 | 114,285,714 | 1,628,571,429 |
| 10 | 1,628,571,429 | 2,000,000,000 | 0.052381 | 104,761,905 | 1,523,809,524 |
| 11 | 1,523,809,524 | 2,000,000,000 | 0.047619 | 95,238,095 | 1,428,571,429 |
| 12 | 1,428,571,429 | 2,000,000,000 | 0.042857 | 85,714,286 | 1,342,857,143 |
| 13 | 1,342,857,143 | 2,000,000,000 | 0.038095 | 76,190,476 | 1,266,666,667 |
| 14 | 1,266,666,667 | 2,000,000,000 | 0.033333 | 66,666,667 | 1,200,000,000 |
| 15 | 1,200,000,000 | 2,000,000,000 | 0.028571 | 57,142,857 | 1,142,857,143 |
| 16 | 1,142,857,143 | 2,000,000,000 | 0.02381 | 47,619,048 | 1,095,238,095 |
| 17 | 1,095,238,095 | 2,000,000,000 | 0.019048 | 38,095,238 | 1,057,142,857 |
| 18 | 1,057,142,857 | 2,000,000,000 | 0.014286 | 28,571,429 | 1,028,571,429 |
| 19 | 1,028,571,429 | 2,000,000,000 | 0.009524 | 19,047,619 | 1,009,523,810 |
| 20 | 1,009,523,810 | 2,000,000,000 | 0.004762 | 9,523,810 | 1,000,000,000 |
โดย factor ในตารางคือสัดส่วนของปีเทียบกับผลรวมของปี เช่นบรรทัดแรก factor 0.095238 มาจาก 20/210 โดย
210 คือผลรวมของการบวก 1+2+3+…+20 ส่วน 20 ที่เป็นตัวเศษด้านบน คือเอาค่าที่มากที่สุดมาก่อน เพราะปีแรกค่าเสื่อมมากที่สุด
ค่าเสื่อมราคาแบบ Sum-of-the-Years’ Digits เหมาะสำหรับ สินทรัพย์ที่รู้อายุการใช้งานแน่นอน เช่น เครื่องบิน เรือ เป็นต้น
