SET, SET50, SET100, SETHD, sSET, SETCLMV, SETTHSI, SETWB ต่างกันอย่างไร ?

ในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีการใช้ดัชนี หรือที่เรียกว่า index กันมากมาย ซึ่งดัชนีแต่ละตัวก็มีความหมายและที่มาแตกต่างกันไป

ดัชนีเหล่านี้เป็นดัชนีหุ้นหรือดัชนีตลาดหุ้นที่จะช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบและตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น

ดัชนีในตลาดหุ้นไทยมักมีคำว่า SET เข้าไปอยู่ด้วยเสมอ เพราะ SET นั้นย่อมาจาก Stock Exchange of Thailand หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นั่นเอง

ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าแต่ละดัชนีที่เราเห็นกันเป็นประจำมีที่มาหรือมีความหมายว่าอย่างไร

SET

หนึ่งในดัชนีที่เราเห็นและได้บินบ่อยที่สุดคือ SET index ซึ่งก็คือตัวบอกว่าโดยภาพรวมแล้วหุ้นไทยนั้นเป็นอย่างไร ขึ้นกี่จุด ลงกี่จุด โดยคำนวณจาก

SET index = มูลค่าตลาดรวมวันปัจจุบัน (Current Market Value) x 100 / มูลค่าตลาดรวมวันฐาน (Base Market Value)

โดย

มูลค่าตลาดของหุ้นแต่ละตัว = ราคาหุ้น x จำนวนหุ้น

และ มูลค่าตลาดรวม = มูลค่าตลาดของหุ้นแต่ละตัวในตลาดบวกกันให้ครบทุกตัว

(วันฐานคือ วันที่ 30 เมษายน 2518 เป็นวันแรกที่ประเทศไทยทำการซื้อขายหลักทรัพย์)

เช่น หากวันนี้ ดัชนี SET อยู่ที่ 1600 จุด แปลว่าเมื่อเทียบกับวันฐานแล้วมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย เติบโตมา 16 เท่าเมื่อเทียบกับวันแรกที่เปิดทำการซื้อขาย

ส่วนที่บอกว่าวันนี้ดัชนีบวกหรือลบกี่จุดนั้น เป็นการเทียบกับวันก่อนหน้า

ดัชนี set index ของตลาดหุ้นไทย

ในรูปจะเห็นว่า SET index ติดลบ 22.92 จุด นั่นแปลว่าเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้านั้น SET index ต่ำกว่าเดิม 22.92 จุด หรือก็คือวันก่อน SET index ปิดตลาดที่ 1571.13 + 22.92 = 1594.05 นั่นเอง

SET50 และ SET100

ทั้ง SET50 และ SET100 เป็นการเลือกหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด มีปริมาณการซื้อขายต่อวันสูง มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดมาทำเป็นดัชนี

ทั้ง SET50 และ SET100 จะมีการทำดัชนีเลือกหุ้นเข้าเกณฑ์ทุกๆ 6 เดือน

หากหุ้นตัวไหนไม่เคยอยู่ในดัชนีทั้งสองนี้มาก่อน หากเพิ่งได้เข้ามา มักมีมูลค่าการซื้อขายและราคาที่สูงขึ้น

เนื่องจากกองทุนต่างชาติจะเริ่มสนใจมากขึ้น และเข้าเกณฑ์ที่สามารถซื้อขายได้ (กองทุนต่างชาติหลายกองอนุญาตให้ซื้อหุ้นใน SET50 SET100 เท่านั้น ถ้ายังไม่เข้าเกณฑ์ห้ามซื้อ เพราะเสี่ยงที่จะขายลำบากเพราะมูลค่าตลาดน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณเงินที่กองทุนมี)

คัดเลือกหุ้นเข้า set50 set100

จากในรูปจะเห็นว่า แน่นอนว่าหากหุ้นตัวไหนอยู่ใน SET50 แล้วล่ะก็ ต้องอยู่ใน SET100 ด้วยอย่างแน่นอน

SETHD

HD ในที่นี้ย่อมาจาก High Dividend หรือก็คือจ่ายปันผลสูง

SETHD เป็นการทำดัชนีของหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูงโดยเลือกจาก SET100 และเป็นหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ(จ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปีติดกัน) 30 อันดับแรก

SETHD จะมีการทำดัชนีเลือกหุ้นเข้าเกณฑ์ทุกๆ 6 เดือน

sSET

sSET เป็นการทำดัชนีของหุ้นที่อยู่นอกเหนือจากหุ้น SET100 และเป็นหุ้นสามัญที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสม่ำเสมอและมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยตามที่กำหนด

หุ้นที่อยู่ใน sSET จะต้องมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) อยู่ในลำดับตั้งแต่ 90% ขึ้นไปแต่ไม่เกินลำดับที่ 98% ของหุ้นสามัญทั้งตลาดเมื่อเรียงลำดับจากมากไปน้อย

นั่นก็คือจริงๆ แล้วในดัชนี sSET มีจำนวนกี่บริษัทก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าในตลาดหุ้นมีทั้งหมดกี่บริษัท และบริษัทนั้นเข้าเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งต่างจาก SET50, SET100, SETHD ที่มีการกำหนดชัดเจนว่ามีกี่บริษัทที่สามารถเข้าไปอยู่ในดัชนีได้

sSET จะมีการทำดัชนีเลือกหุ้นเข้าเกณฑ์ทุกๆ 6 เดือน

SETCLMV

เป็นดัชนีที่ทำขึ้นโดยคัดเลือกหุ้นที่มีรายได้จากประเทศกัมพูชา ลาว เมียนม่าร์ และเวียดนาม อย่างน้อย 10% ของรายได้รวมของบริษัทหรือมีมูลค่ารายได้จากกลุ่มนี้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

เป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) มากกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป

ไม่จำกัดจำนวนหลักทรัพย์ในดัชนีเช่นกัน

มีข้อดีคือเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจจะได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV

SETCLMV จะมีการทำดัชนีเลือกหุ้นเข้าเกณฑ์ทุกๆ 6 เดือน

SETTHSI

SETTHSI (THSI นั้นย่อมาจาก Thailand Sustainability Investment) คือดัชนีของหุ้นที่ยั่งยืนในประเทศไทย โดยมีการพิจารณาในแง่ของการเติบโตอย่างยั่งยืน ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม

สามารถดูรายชื่อหลักทรัพย์ทั้งหมดที่เข้าเกณฑ์ได้ที่รายชื่อหุ้นยั่งยืนที่ประกาศโดยตลาดหลักทรัพย์

SETTHSI จะมีการทำดัชนีเลือกหุ้นเข้าเกณฑ์ทุกๆ 6 เดือน

SETWB

WB ในที่นี้ย่อมาจาก Well Being หรือก็คือความเป็นอยู่ที่ดี

ดังนั้น SET Well-being (SETWB) จึงเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของกลุ่มหลักทรัพย์ 30 หลักทรัพย์ใน 7 หมวดธุรกิจที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและเป็นธุรกิจ ที่ผู้ลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ

7 หมวดธุรกิจได้แก่

  • หมวดธุรกิจการเกษตร (Agribusiness)
  • หมวดธุรกิจพาณิชย์ (Commerce)
  • หมวดธุรกิจแฟชั่น (Fashion)
  • หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage)
  • หมวดธุรกิจการแพทย์ (Health Care Service)
  • หมวดธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการ (Tourism & Leisure)
  • หมวดธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics)

สาเหตุที่ทำ SETWB ขึ้นมานั้นก็เพราะว่า การเติบโตของธุรกิจในหมวดเหล่านี้ส่งผลต่อ GDP ของประเทศไทย นำมาสู่การสร้างรายได้ให้กับคนในประเทศ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

โดยจะทำการเรียง Market Capitalization 30 อันดับแรกมาทำดัชนี SETWB

SETWB จะมีการทำดัชนีเลือกหุ้นเข้าเกณฑ์ทุกๆ 6 เดือน