Gross profit margin หรือ อัตรากำไรขั้นต้น คือ สัดส่วนระหว่างกำไรขั้นต้นกับยอดขายของบริษัท
มีสูตรคือ Gross profit margin = Gross profit / Sales

โดยกำไรขั้นต้น (Gross profit) คือ ยอดขายลบด้วยต้นทุนขาย (ต้นทุนที่บริษัทต้องจ่ายไปเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการนั้น)
หากบริษัทเป็นผู้ผลิตสินค้าเอง ต้นทุนขายจะรวมถึงค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้านั้นด้วย เช่น ค่าแรง ค่าต้นทุนวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องใช้ไปในการผลิตสินค้าโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น เป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ต้นทุนขายก็จะรวมค่าแรงของพนักงานในบริษัท ต้นทุนวัตถุดิบที่ซื้อมาเพื่อขึ้นรูปสินค้า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร ค่าเช่า เป็นต้น
หากบริษัทไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าเอง เช่นทำกิจการซื้อมาขายไป ต้นทุนขายมักเป็นต้นทุนที่จ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้ามาขายต่อ เช่น เสื้อผ้า มือถือ เครื่องประดับ เป็นต้น
เราสามารถหากำไรขั้นต้นได้จากงบกำไรขาดทุน และเมื่อนำกำไรขั้นต้นไปหารด้วยยอดขายแล้ว เราจะได้อัตรากำไรขั้นต้น ซึ่งสามารถใช้ในการเปรียบเทียบกับบริษัทของเราเองระหว่างปีต่างๆ รวมถึงเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ด้วย
ตัวอย่าง การหาอัตรากำไรขั้นต้นจากสถานการณ์จริง

ในที่นี้เราจะลองคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น เพราะเรามองว่าเป็นส่วนงานหลักของบริษัทนี้ (จริงๆ แล้วเราสามารถเอารายได้ทั้งหมด และค่าใช้จ่ายทั้งหมด มาคำนวณก็ได้ แต่ในที่นี้ตัดออกเพื่อดูความสามารถเฉพาะส่วนงานขายอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น)
จากตัวอย่างงบการเงินด้านบนปี 2565 เราสามารถหาอัตรากำไรขั้นต้นได้ดังนี้
รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ปี 2565 = 2,880,675 พันบาท
ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ ปี 2565 = 1,845,343 พันบาท
กำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ ปี 2565 คือ 2,880,675 – 1,845,343 = 1,035,332 พันบาท
อัตรากำไรขั้นต้น ปี 2565 คือ 1,035,332/2,880,675 = 0.3594
คูณ 100 เพื่อทำเป็น % จะได้เท่ากับ 35.94% ซึ่งเป็นอัตรากำไรขั้นต้นของการขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทนี้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกอะไรหากไม่มีข้อเปรียบเทียบ จึงต้องคำนวณของปี 2564 เพื่อเปรียบเทียบ
รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ปี 2564 = 3,665,888 พันบาท
ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ ปี 2564 = 2,489,760 พันบาท
กำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ ปี 2564 คือ 3,665,888 – 2,489,760 = 1,176,128 พันบาท
อัตรากำไรขั้นต้น ปี 2564 คือ 1,176,128/3,665,888 = 0.3208
คูณ 100 เพื่อทำเป็น % จะได้เท่ากับ 32.08%
จะเห็นได้ว่า ในปี 2565 บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่าปี 2564 อาจเป็นไปได้ว่าบริษัทมีความสามารถในการบริหารจัดการที่ดีขึ้น จึงทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น (ทั้งนี้ต้องดูงบการเงิน และหมายเหตุประกอบงบการเงินอย่างละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจกิจการมากขึ้น)
นอกจากการเปรียบเทียบกับงบการเงินงวดก่อนๆ ของบริษัทเองแล้ว เราควรทำเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะเลือกลงทุนได้ถูกบริษัท
บริษัทที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างต่อเนื่อง แปลได้ว่ามีความสามารถในการจัดการการผลิต การควบคุมต้นทุนการผลิต การตั้งราคา สูงกว่าคู่แข่ง และอาจทำให้เป็นผู้ชนะในระยะยาว
อัตรากำไรขั้นต้นสำคัญอย่างไร
- บอกความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
- บอกความสามารถในการควบคุมต้นทุนของบริษัท
- บอกความสามารถในการกำหนดราคาขาย (ผลักภาระให้ลูกค้าได้) เช่น ต้นทุนแพงขึ้นแต่สามารถปรับราคาขายได้ทำให้รายได้เพิ่ม -> อัตรากำไรขั้นต้นเท่าเดิม
- สามารถนำอัตรากำไรขั้นต้นไปเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อดูว่าบริษัทใดมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานดีกว่า
- สามารถใช้เทียบผลการดำเนินงานของบริษัทในปัจจุบันกับอดีตได้
- หากกิจการมีหลายสินค้าหรือบริการ สามารถบอกได้ว่าสินค้าใดทำกำไรได้ดี
อัตราส่วนกำไรขั้นต้นใช้วิเคราะห์อะไรได้บ้าง?
- ค่าอัตรากำไรขั้นต้นนี้ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะจะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มตามไปด้วย
- ยิ่งมีค่าน้อยอาจแปลได้ว่าการควบคุมต้นทุนขายไม่ดี แต่บางธุรกิจเช่นค้าปลีก, การเกษตร มักมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำอยู่แล้ว (ธุรกิจประเภทนี้ใช้จำนวนสินค้ามากๆ เพื่อให้กำไรสุทธิมากขึ้นแทน)
- เมื่อดูค่าอัตราส่วนกำไรขั้นต้นย้อนหลังหลายๆ ปี สามารถบอกแนวโน้มประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทได้
- หากจะเทียบอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้เทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่ควรเทียบข้ามอุตสาหกรรม
- เมื่อพิจารณา Gross Profit Margin แล้ว เราจะดู Operating Profit Margin ร่วมด้วยก็ได้
กำไรขั้นต้นของแต่ละอุตสาหกรรม
ตัวเลขด้านล่างเป็นเพียงค่าประมาณเพื่อให้เห็นภาพของแต่ละอุตสาหกรรมเท่านั้น
กิจการทั่วไป ประมาณ 30%
บริษัทผลิตชิป ประมาณ 40-50%
หุ้นสื่อสาร ประมาณ 30-40%
แบรนด์หรูเช่น Louis Vuitton, Christian Dior ประมาณ 60%
ธุรกิจซื้อมาขายไป ประมาณ 15%-20%
ตัวแทนขายหรือผู้ค้าปลีก ประมาณ 20%-30%
ระบบปฏิบัติการเช่น windows ประมาณ 60-70%
ค้าปลีกน้ำมัน ประมาณ 10%
อสังหาริมทรัพย์ ประมาณ 30%
ค้าขายสินค้าทางการเกษตร ประมาณ 5%
