บัญชีซื้อขายหุ้นของทุกโบรคเกอร์ จะมีอยู่ 3 ประเภท คือ บัญชีเงินสด (Cash Account), บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance/Pre-Paid/Cash Deposit), บัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance Account) ซึ่งอย่างสุดท้ายนี้เรียกอีกชื่อว่าบัญชีมาร์จิ้น (Margin Account)
เราสามารถเลือกเปิดบัญชีแบบใดก็ได้กับโบรคเกอร์ของเรา แต่ละโบรคเกอร์ก็จะมีกฏเกณฑ์เงื่อนไขแตกต่างกันไป
สำหรับมือใหม่ แนะนำว่าให้เปิดบัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance) ไปก่อน เพราะเข้าใจง่ายที่สุด ไม่ซับซ้อน
ต่อไปจะอธิบายความแตกต่างของบัญชีแต่ละประเภท
บัญชี Cash Balance คือ
หรือก็คือ บัญชีเงินฝาก นั่นเอง เรียกได้อีกหลายชื่อเช่น บัญชี Pre-Paid, Cash Deposit หลักการคือเราต้องฝากเงินเข้าไปก่อน และจะซื้อหุ้นได้ตามจำนวนเงินนั้น (ต้องเผื่อค่าธรรมเนียมนิดหน่อย ส่วนมากอยู่ที่ราวๆ 0.15% – ซื้อ 100 บาท จ่ายจริง 100.15 บาท)
เช่น หุ้นที่เราอยากซื้อมีราคาหุ้นละ 20 บาท เราอยากได้ 1,000 หุ้น เราก็ ต้องฝากเงิน 20 x 1,000 = 20,000 บาท บวกค่าธรรมเนียมนิดๆ เราก็ใส่เพิ่มไปซักร้อยสองร้อยก็ได้
บัญชีแบบ Cash Balance นี้เข้าใจง่ายมากที่สุดสำหรับมือใหม่ เพราะหลักการง่าย ฝากเงินเท่าไหร่ ซื้อได้เท่านั้น
บัญชี Cash Balance ยังมีข้อดีอีกอย่างคือ หากเราฝากเงินเข้าไปแล้วไม่ได้ซื้อหุ้น เงินที่อยู่ในนั้นจะได้ดอกเบี้ยด้วย โดยดอกเบี้ยที่ได้ก็มักจะเท่าๆ กับธนาคารทั่วไป
ข้อดี คือ
- เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา เหมาะกับมือใหม่
บัญชี Cash Account คือ
เป็นบัญชีที่เราไม่จำเป็นต้องมีเงินสดเท่ากับมูลค่าหุ้นที่เราอยากซื้อ เราเพียงแค่มีเงิน 15%-20% ของมูลค่าหุ้นที่เราอยากซื้อก็สามารถซื้อได้แล้ว เช่น
หุ้นที่เราอยากซื้อ ราคา 30 บาท เราอยากได้ 1,000 หุ้น มูลค่ารวมคือ 30 x 1,000 = 30,000 บาท
หากโบรคเกอร์ของเรากำหนดว่าต้องมีเงิน 20% ของมูลค่าหุ้นที่เราอยากได้ เรามีเงินเพียง 30,000 x 20% = 6,000 บาท ก็สามารถซื้อได้แล้ว
แต่เราต้องโอนเงินตามให้ครบจำนวนภายใน 3 วัน (ที่เรียกว่า T+3) ไม่อย่างนั้นจะโดนค่าปรับ อย่างในตัวอย่างนี้ เราต้องโอนเงินที่เหลืออีก 24,000 บาทเข้าไปให้ครบภายใน 3 วัน
ข้อดี คือ
- เราไม่จำเป็นต้องทิ้งเงินสดจมไว้ในบัญชีหุ้นของเราในกรณีที่เรายังหาซื้อหุ้นดีๆ ไม่ได้
ข้อเสีย คือ
- ต้องอย่าลืมโอนเงินเติมเข้าไปให้ครบใน 3 วัน ไม่อย่างนั้นจะโดนค่าปรับ
- เวลาขายหุ้น กว่าจะได้เงินก็ใช้เวลา 3 วันเช่นกันกว่าเงินจะเข้ามาในบัญชี
บัญชี Credit Balance คือ
เรียกอีกอย่างว่าบัญชีกู้ยืม หรือบัญชี Margin นั่นเอง บัญชีประเภทนี้ทำคนรวยมากๆ และจนมากๆ มาแล้วหลายคน เหตุผลเพราะไม่จำเป็นต้องใช้เงินตัวเองเต็มจำนวนไปซื้อหุ้น (คล้ายบัญชี Cash Account) แต่จะไปทำการกู้ยืมคนอื่นมาเล่นหุ้น

จะต้องมีการวางหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin) คืออัตราที่กำหนดว่าเราจะต้องวางหลักประกันในสัดส่วนเท่าไหร่เทียบกับมูลค่าหุ้นที่จะซื้อ แต่เนื่องจากหุ้นแต่ละตัวความเสี่ยงไม่เท่ากัน หุ้นที่เสี่ยงสูงจะยิ่งต้องวางหลักประกันสูงขึ้น
นอกจากนั้นจะมีเรื่องหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) คือหลักประกันขั้นต่ำที่ต้องรักษาไว้ ณ สิ้นวันทำการหากหลักประกันคงเหลือต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จะมีโบรคเกอร์โทรมาให้วางหลักประกันเพิ่มภายใน 5 วัน (Margin Call) เพื่อให้เงินคงเหลือเท่ากับ Initial Margin
และสุดท้ายคือหลักประกันขั้นต่ำสุด (Force Margin) คือเมื่อหลักประกันเหลือต่ำกว่าขั้นนี้จะมีเจ้าหน้าที่โทรมาและเราจะต้องนำเงินมาเพิ่มใน 1 ชั่วโมงให้เท่ากับหรือมากกว่าระดับ Maintenance Margin หากเราไม่สามารถนำเงินมาเพิ่มได้ เราจะถูกบังคับขาย (Force Sell) ที่ราคาเปิด ATO ในวันถัดไป
คำเตือนสำหรับมือใหม่คือ ไม่ควรใช้บัญชีประเภทนี้ในการเริ่มลงทุน มีคนจำนวนมากจริงๆ ที่เงินทั้งชีวิตหมดไปเพราะการใช้บัญชีประเภทนี้ อย่าคิดว่าเราเก่งเราทำได้ หรือรู้ดีไปกว่าเจ้าของบริษัท และอันที่จริงเจ้าของบริษัทเองโดน Force sell ก็มีให้เห็นบ่อยๆ ตัวอย่างเร็วๆ นี้ได้แก่บริษัท JMART ที่เจ้าของโดน Force sell
ข้อดี คือ
- ไม่จำเป็นต้องใช้เงินตัวเองมาซื้อหุ้น
ข้อเสีย คือ
- หมดตัวง่ายมาก
