การวิเคราะห์หุ้น มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

ก่อนที่เราจะทำการซื้อหุ้นเพื่อลงทุน เราต้องศึกษาให้มั่นใจก่อนว่าหุ้นตัวนั้นน่าลงทุนหรือไม่ซื้อแล้วเราคาดหวังผลตอบแทนได้มากน้อยขนาดไหน รวมถึงระยะเวลาการถือครองหุ้นตัวนั้นๆ ด้วย

โดยทั่วไปแล้วการวิเคราะห์หุ้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  1. การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)
  2. การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)

การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)

การวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยกราฟหุ้น

เป็นการศึกษาพฤติกรรมของราคาหุ้นและปริมาณหุ้น โดยใช้หลักสถิติในอดีตเพื่อมาทำนายราคาในอนาคต เพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าลงทุนซื้อขายได้อย่างเหมาะสม
การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยเชิงเทคนิคนี้ จะมีสมมติฐานหลัก 3 อย่างคือ

  1. ราคาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน สะท้อนข่าวสารทุกอย่างแล้ว
  2. ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวอย่างมีแนวโน้ม และจะเป็นอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะเกิดแนวโน้มใหม่
  3. พฤติกรรมของนักลงทุนมักซ้ำรอยในอดีต

การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยเชิงเทคนิค มักใช้การตีเส้นบนกราฟราคาของหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เพื่อดูแนวโน้ม (Trend) การเคลื่อนที่ของราคาหุ้น เช่น แนวโน้มกำลังขึ้น (Uptrend) แนวโน้มกำลังลง (Downtrend) แนวโน้มออกข้างหรือไม่เปลี่ยนแปลง (Sideways)

นอกจากนั้นยังมีการคิดเรื่องแนวรับแนวต้านด้วย โดยแนวรับ หมายถึง แนวเส้นที่เมื่อราคาหุ้นตกลงมาถึงเส้นนี้ มักมีแรงซื้อกลับเข้ามาเสมอๆ ทำให้ราคาหุ้นไม่ตกลงไปกว่านี้

แนวต้าน หมายถึงแนวเส้นที่เมื่อราคาหุ้นขึ้นสูงไปกว่านี้ มักเกิดแรงขาย ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงกว่านี้ไม่ได้

ถ้าถามถึงเหตุผลก็ต้องบอกว่า แนวรับเกิดจากการที่นักลงทุนคิดว่าที่ระดับราคานี้หุ้นตัวนั้นมีราคาถูก สามารถซื้อเพื่อลงทุนได้ ทำให้มีแรงซื้อกลับ ทำให้ราคาหุ้นไม่ต่ำลงไปกว่านั้น กลายเป็นแนวรับ

ส่วนแนวต้านนั้น ก็อาจเกิดจากการขายทำกำไร เมื่อคิดว่าราคาหุ้นนั้นสูงเกินไป หรืออาจจะเกิดจากการที่คนที่ติดดอย หรือซื้อที่ราคาสูงๆ มาก่อน เมื่อราคาหุ้นกลับขึ้นมาสูงเหมือนเดิมก็อยากจะขายเพราะไม่ขาดทุนแล้ว ทำให้ราคาหุ้นไม่สามารถสูงกว่านั้นได้ กลายเป็นแนวต้านไป

การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่เน้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในการซื้อขายหุ้น

การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานนั้น เป็นการวิเคราะห์ที่ตัวบริษัทที่เราสนใจจะลงทุน จึงต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งไปที่ตัวบริษัท เช่น ศึกษาว่าบริษัทประกอบธุรกิจอะไร มีจุดอ่อน จุดแข็งตรงไหน มีคู่แข่งเป็นใครบ้าง โอกาส และความเสี่ยงของบริษัทเป็นอย่างไร

รวมไปถึงการอ่านงบการเงิน และการประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทที่จะลงทุนด้วยว่า ณ ระดับราคาหุ้นตอนนั้น ยังเหมาะสมกับการลงทุนอยู่หรือไม่ หรือราคาเกินปัจจัยพื้นฐานไปแล้ว

การอ่านงบการเงิน

การอ่านงบการเงิน เป็นส่วนที่สำคัญมากของการวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน เพราะบัญชี คือภาษาของธุรกิจ

หากเราอ่านงบการเงินไม่เป็นแล้ว เราจะไม่เข้าใจเลยว่าทั้งหมดที่บริษัททำมา ดีหรือไม่ดี กำไรดีจริงหรือไม่ หรือเก็บเงินจากลูกค้าได้จริงหรือเปล่า หนี้ที่ต้องจ่ายทำไมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฯลฯ

งบการเงินที่เราควรอ่านเป็นประจำนั้น มีอยู่ 4 งบด้วยกันคือ

  1. งบดุล – แสดงถึงความมั่งคั่งของบริษัทว่ามีสินทรัพย์, หนี้สิน, ทุน เท่าไหร่
  2. งบกำไรขาดทุน – แสดงถึงความสามารถในการทำกำไร
  3. งบกระแสเงินสด – แสดงถึงการได้มาและใช้ไปของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
  4. หมายเหตุประกอบงบการเงิน – รายการแสดงรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายการบัญชี ข้อมูลที่ไม่ได้แสดงในงบการเงิน

ซึ่งในแต่ละงบ ก็มีส่วนที่ควรดูเป็นพิเศษแตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่ปล่อยกู้ ก็ควรดูคุณภาพลูกหนี้ว่าลูกหนี้จ่ายหนี้ตรงเวลาหรือไม่ มีหนี้เสียเพิ่มหรือไม่ เก็บเงินจากลูกหนี้ได้เพิ่มมากขึ้นหรือไม่

อุตสาหกรรมที่อยู่ในหมวดหมู่ที่สินค้าตกรุ่นได้ไว เช่น แฟชั่น หรือ ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็ควรดูสินค้าคงคลัง เพราะหากมีสินค้าคงคลังมากๆ แล้วสินค้าเปลี่ยนรุ่นจะทำให้ต้องลดราคาอย่างมาก หรืออาจจะขายไม่ได้เลยด้วย

หลังจากอ่านงบการเงินจนเข้าใจแหล่งที่มาของรายได้ และต้นทุนต่างๆ ของบริษัทแล้ว นักลงทุนจึงทำการประเมินมูลค่าหุ้นต่อไป เพื่อดูว่าราคาหุ้น ณ ปัจจุบันนั้น เหมาะสมหรือควรเข้าไปลงทุนหรือไม่

การประเมินมูลค่าหุ้น

การประเมินมูลค่าหุ้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี ไม่มีวิธีที่ผิดหรือถูกที่สุด ต่อให้นักลงทุนที่มากประสบการณ์มาประเมินบริษัทเดียวกัน ก็ได้มูลค่าไม่เท่ากัน

วิธีที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นที่นิยมได้แก่

  • P/E ratio เป็นการเทียบความถูกแพงของหุ้นระหว่าง ราคา (Price) กับ กำไรต่อหุ้น (Earning per share)
  • EV/EBITDA เป็นการเปรียบเทียบความถูกความแพงของหุ้นระหว่าง มูลค่าของกิจการ (Enterprise Value) กับ กำไรที่มาจากการดำเนินงานของบริษัทจริงๆ (Earning Before Income Bax and Depreciation/Amortization)

เมื่อประเมินหาราคาหุ้นได้แล้ว หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (หรือแบบเน้นมูลค่า) คือเรื่อง ส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย (Margin of safety)

โดยส่วนต่างเพื่อความปลอดภัยนี้ มีหลักคิดว่า ต่อให้เราคิดมูลค่าหุ้นผิด ก็จะยังเสียหายน้อย แต่ถ้าหากคิดถูกเราก็จะได้กำไรมาก

เช่น

สมมุติมีหุ้นตัวหนึ่งมีราคาปัจจุบันอยู่ที่ 11 บาท และเราทำการคำนวณมูลค่าหุ้นมาแล้ว ได้ราคาที่ควรจะเป็นที่ 12 บาท

จะเห็นว่ามีส่วนต่างอยู่ที่ 1 บาท เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นเทียบกับราคาปัจจุบันจะได้ส่วนต่างเพียง 1/11 x 100% = 9.09% เท่านั้น

หากเราซื้อหุ้นที่ราคา 11 บาทนี้ แปลว่ามี upside 9.09% (upside หมายถึง ความต่างระหว่างราคาปัจจุบันกับราคาที่เหมาะสมที่เราคำนวณได้)

หากเกิดข้อผิดพลาดเช่นเราตั้งสมมุติฐานในการคำนวณมูลค่าหุ้นผิด (เช่น ประเมินกำไรในอนาคตมากเกินไป ประเมินคู่แข่งต่ำเกินไป มั่นใจผู้บริหารมากเกินไป) แล้วหุ้นลง เราจะมีโอกาสขาดทุนสูง

แต่หากเราตั้งกฎไว้ในใจว่า เราจะซื้อหุ้นก็ต่อเมื่อมี upside 30% ขึ้นไปเท่านั้น ในกรณีนี้เราต้องรอให้ราคาหุ้นลงมาที่ 12/(1+30%) = 9.23 บาท จึงจะซื้อได้

หากเราต้องการ upside 40% ขึ้นไป เราก็ต้องรอให้ราคาหุ้นลงมาที่ 12/(1+40%) = 8.57 บาท

กฎนี้ควรเป็นกฎเหล็กสำหรับการลงทุน เพราะการละเมิดกฎนี้จะทำให้เรามีโอกาสขาดทุนสูงขึ้นทุกครั้ง