ก่อนที่เราจะทำการซื้อหุ้นเพื่อลงทุน เราต้องศึกษาให้มั่นใจก่อนว่าหุ้นตัวนั้นน่าลงทุนหรือไม่ซื้อแล้วเราคาดหวังผลตอบแทนได้มากน้อยขนาดไหน รวมถึงระยะเวลาการถือครองหุ้นตัวนั้นๆ ด้วย
โดยทั่วไปแล้วการวิเคราะห์หุ้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
- การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)
- การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)
การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)

เป็นการศึกษาพฤติกรรมของราคาหุ้นและปริมาณหุ้น โดยใช้หลักสถิติในอดีตเพื่อมาทำนายราคาในอนาคต เพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าลงทุนซื้อขายได้อย่างเหมาะสม
การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยเชิงเทคนิคนี้ จะมีสมมติฐานหลัก 3 อย่างคือ
- ราคาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน สะท้อนข่าวสารทุกอย่างแล้ว
- ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวอย่างมีแนวโน้ม และจะเป็นอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะเกิดแนวโน้มใหม่
- พฤติกรรมของนักลงทุนมักซ้ำรอยในอดีต
การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยเชิงเทคนิค มักใช้การตีเส้นบนกราฟราคาของหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เพื่อดูแนวโน้ม (Trend) การเคลื่อนที่ของราคาหุ้น เช่น แนวโน้มกำลังขึ้น (Uptrend) แนวโน้มกำลังลง (Downtrend) แนวโน้มออกข้างหรือไม่เปลี่ยนแปลง (Sideways)
นอกจากนั้นยังมีการคิดเรื่องแนวรับแนวต้านด้วย โดยแนวรับ หมายถึง แนวเส้นที่เมื่อราคาหุ้นตกลงมาถึงเส้นนี้ มักมีแรงซื้อกลับเข้ามาเสมอๆ ทำให้ราคาหุ้นไม่ตกลงไปกว่านี้
แนวต้าน หมายถึงแนวเส้นที่เมื่อราคาหุ้นขึ้นสูงไปกว่านี้ มักเกิดแรงขาย ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงกว่านี้ไม่ได้
ถ้าถามถึงเหตุผลก็ต้องบอกว่า แนวรับเกิดจากการที่นักลงทุนคิดว่าที่ระดับราคานี้หุ้นตัวนั้นมีราคาถูก สามารถซื้อเพื่อลงทุนได้ ทำให้มีแรงซื้อกลับ ทำให้ราคาหุ้นไม่ต่ำลงไปกว่านั้น กลายเป็นแนวรับ
ส่วนแนวต้านนั้น ก็อาจเกิดจากการขายทำกำไร เมื่อคิดว่าราคาหุ้นนั้นสูงเกินไป หรืออาจจะเกิดจากการที่คนที่ติดดอย หรือซื้อที่ราคาสูงๆ มาก่อน เมื่อราคาหุ้นกลับขึ้นมาสูงเหมือนเดิมก็อยากจะขายเพราะไม่ขาดทุนแล้ว ทำให้ราคาหุ้นไม่สามารถสูงกว่านั้นได้ กลายเป็นแนวต้านไป
การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)

การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานนั้น เป็นการวิเคราะห์ที่ตัวบริษัทที่เราสนใจจะลงทุน จึงต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งไปที่ตัวบริษัท เช่น ศึกษาว่าบริษัทประกอบธุรกิจอะไร มีจุดอ่อน จุดแข็งตรงไหน มีคู่แข่งเป็นใครบ้าง โอกาส และความเสี่ยงของบริษัทเป็นอย่างไร
รวมไปถึงการอ่านงบการเงิน และการประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทที่จะลงทุนด้วยว่า ณ ระดับราคาหุ้นตอนนั้น ยังเหมาะสมกับการลงทุนอยู่หรือไม่ หรือราคาเกินปัจจัยพื้นฐานไปแล้ว
การอ่านงบการเงิน
การอ่านงบการเงิน เป็นส่วนที่สำคัญมากของการวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน เพราะบัญชี คือภาษาของธุรกิจ
หากเราอ่านงบการเงินไม่เป็นแล้ว เราจะไม่เข้าใจเลยว่าทั้งหมดที่บริษัททำมา ดีหรือไม่ดี กำไรดีจริงหรือไม่ หรือเก็บเงินจากลูกค้าได้จริงหรือเปล่า หนี้ที่ต้องจ่ายทำไมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฯลฯ
งบการเงินที่เราควรอ่านเป็นประจำนั้น มีอยู่ 4 งบด้วยกันคือ
- งบดุล – แสดงถึงความมั่งคั่งของบริษัทว่ามีสินทรัพย์, หนี้สิน, ทุน เท่าไหร่
- งบกำไรขาดทุน – แสดงถึงความสามารถในการทำกำไร
- งบกระแสเงินสด – แสดงถึงการได้มาและใช้ไปของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
- หมายเหตุประกอบงบการเงิน – รายการแสดงรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายการบัญชี ข้อมูลที่ไม่ได้แสดงในงบการเงิน
ซึ่งในแต่ละงบ ก็มีส่วนที่ควรดูเป็นพิเศษแตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่ปล่อยกู้ ก็ควรดูคุณภาพลูกหนี้ว่าลูกหนี้จ่ายหนี้ตรงเวลาหรือไม่ มีหนี้เสียเพิ่มหรือไม่ เก็บเงินจากลูกหนี้ได้เพิ่มมากขึ้นหรือไม่
อุตสาหกรรมที่อยู่ในหมวดหมู่ที่สินค้าตกรุ่นได้ไว เช่น แฟชั่น หรือ ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็ควรดูสินค้าคงคลัง เพราะหากมีสินค้าคงคลังมากๆ แล้วสินค้าเปลี่ยนรุ่นจะทำให้ต้องลดราคาอย่างมาก หรืออาจจะขายไม่ได้เลยด้วย
หลังจากอ่านงบการเงินจนเข้าใจแหล่งที่มาของรายได้ และต้นทุนต่างๆ ของบริษัทแล้ว นักลงทุนจึงทำการประเมินมูลค่าหุ้นต่อไป เพื่อดูว่าราคาหุ้น ณ ปัจจุบันนั้น เหมาะสมหรือควรเข้าไปลงทุนหรือไม่
การประเมินมูลค่าหุ้น
การประเมินมูลค่าหุ้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี ไม่มีวิธีที่ผิดหรือถูกที่สุด ต่อให้นักลงทุนที่มากประสบการณ์มาประเมินบริษัทเดียวกัน ก็ได้มูลค่าไม่เท่ากัน
วิธีที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นที่นิยมได้แก่
- P/E ratio เป็นการเทียบความถูกแพงของหุ้นระหว่าง ราคา (Price) กับ กำไรต่อหุ้น (Earning per share)
- EV/EBITDA เป็นการเปรียบเทียบความถูกความแพงของหุ้นระหว่าง มูลค่าของกิจการ (Enterprise Value) กับ กำไรที่มาจากการดำเนินงานของบริษัทจริงๆ (Earning Before Income Bax and Depreciation/Amortization)
เมื่อประเมินหาราคาหุ้นได้แล้ว หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (หรือแบบเน้นมูลค่า) คือเรื่อง ส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย (Margin of safety)
โดยส่วนต่างเพื่อความปลอดภัยนี้ มีหลักคิดว่า ต่อให้เราคิดมูลค่าหุ้นผิด ก็จะยังเสียหายน้อย แต่ถ้าหากคิดถูกเราก็จะได้กำไรมาก
เช่น
สมมุติมีหุ้นตัวหนึ่งมีราคาปัจจุบันอยู่ที่ 11 บาท และเราทำการคำนวณมูลค่าหุ้นมาแล้ว ได้ราคาที่ควรจะเป็นที่ 12 บาท
จะเห็นว่ามีส่วนต่างอยู่ที่ 1 บาท เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นเทียบกับราคาปัจจุบันจะได้ส่วนต่างเพียง 1/11 x 100% = 9.09% เท่านั้น
หากเราซื้อหุ้นที่ราคา 11 บาทนี้ แปลว่ามี upside 9.09% (upside หมายถึง ความต่างระหว่างราคาปัจจุบันกับราคาที่เหมาะสมที่เราคำนวณได้)
หากเกิดข้อผิดพลาดเช่นเราตั้งสมมุติฐานในการคำนวณมูลค่าหุ้นผิด (เช่น ประเมินกำไรในอนาคตมากเกินไป ประเมินคู่แข่งต่ำเกินไป มั่นใจผู้บริหารมากเกินไป) แล้วหุ้นลง เราจะมีโอกาสขาดทุนสูง
แต่หากเราตั้งกฎไว้ในใจว่า เราจะซื้อหุ้นก็ต่อเมื่อมี upside 30% ขึ้นไปเท่านั้น ในกรณีนี้เราต้องรอให้ราคาหุ้นลงมาที่ 12/(1+30%) = 9.23 บาท จึงจะซื้อได้
หากเราต้องการ upside 40% ขึ้นไป เราก็ต้องรอให้ราคาหุ้นลงมาที่ 12/(1+40%) = 8.57 บาท
กฎนี้ควรเป็นกฎเหล็กสำหรับการลงทุน เพราะการละเมิดกฎนี้จะทำให้เรามีโอกาสขาดทุนสูงขึ้นทุกครั้ง
