Margin Of Safety (MOS) คือ ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย หรือหลักการในการลงทุนที่นักลงทุนใช้เพื่อลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้น นักลงทุนจะคำนวณมูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของหุ้นนั้น แล้วพยายามซื้อในราคาที่ตำ่กว่าที่คำนวณได้
ยิ่งซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่คำนวณได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถือว่ามี Margin of safety เยอะขึ้นเท่านั้น
ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยนี้มีขึ้นเพื่อลดโอกาสที่จะขาดทุนจากการลงทุน หากเราเข้าซื้อหุ้นที่มี Margin of safety เยอะเท่าไหร่ โอกาสที่จะขาดทุนก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า โดยทั่วไปแล้วในระยะยาวราคาหุ้นจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทเสมอ บริษัทที่ดีต่อให้มีเหตุการณ์ชั่วคราวที่ทำให้บริษัทกำไรลดหรือขาดทุน ในที่สุดแล้วราคาหุ้นก็จะวิ่งเข้าสู่มูลค่าที่แท้จริงหากบริษัทยังดีอยู่
การที่นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นในจังหวะที่ราคาหุ้นตกจากเหตุการณ์ชั่วคราว จะทำให้นักลงทุนได้เปรียบในแง่ของต้นทุน และมีโอกาสขาดทุนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นที่ราคาแพง

สูตรคำนวณ Margin Of Safety (MOS)
สูตรคำนวณ Margin of safety คือ
Margin of Safety= ( Intrinsic Value − Market Price ) / Intrinsic Value x 100
หรือก็คือ
Margin of Safety = ( มูลค่าหุ้นที่แท้จริง – ราคาหุ้นขณะนั้น ) / มูลค่าหุ้นที่แท้จริง x 100
มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์
โดย มูลค่าหุ้นที่แท้จริง ขึ้นอยู่กับการคำนวณตามสมมุติฐานของหุ้นที่นักลงทุนสนใจ โดยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาเพราะในอนาคตกิจการอาจมีสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นโอกาสหรือความเสี่ยง ทำให้มูลค่าที่แท้จริงเปลี่ยนแปลงได้
ตัวอย่างการคำนวณ Margin Of Safety
ในที่นี้จะยกตัวอย่างการหา Margin of safety อย่างง่าย
สมมุติว่าเราสนใจในหุ้น TPAC ซึ่งลักษณะธุรกิจคือ ออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ ที่ทำจากพลาสติก Monolayer และกระดาษรีไซเคิลให้กับบริษัทอาหารและเครื่องดื่ม และมีงบการเงินโดยสรุปดังนี้
| หน่วยล้านบาท | รายได้ | กำไรสุทธิ | อัตรากำไรสุทธิ |
| Q2/66 | 1644 | 114 | 6.93% |
| Q1/66 | 1749 | 139 | 7.95% |
| Q4/65 | 1753 | 106 | 6.05% |
| Q3/65 | 1834 | 79 | 4.31% |
| Q2/65 | 1790 | 52 | 2.91% |
| Q1/65 | 1620 | 91 | 5.62% |
หากเราเฉลี่ยหาอัตรากำไรสุทธิ
กำไรสุทธิรวม / รายได้รวม x 100%
(114+139+106+79+52+91) / (1644+1749+1753+1834+1790+1620) x 100% = 5.59%
เราจะได้ว่าโดยปกติแล้วบริษัทจะมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5.59%
เนื่องจากบริษัทนี้ไม่ค่อยให้เป้าหมายว่าจะตั้งเป้ารายได้เติบโตเท่าไหร่ในปีนั้น เราจึงต้องต้องประมาณรายได้ด้วยวิธีอื่นแทน
และเนื่องจากงบไตรมาส 2 ปี 2566 ของบริษัทออกมาแล้ว

บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 1749+1644 = 3393 ล้านบาท
หากเราคิดว่าบริษัทรายได้ไม่โตเลยในครึ่งปีหลัง รวมทั้งปีบริษัทจะมีรายได้เท่ากับ 3393 x 2 = 6786 ล้านบาท
หากคิดแบบง่ายๆ เราสามารถประมาณกำไรของบริษัท ณ สิ้นปี 2566 ได้เท่ากับ
รายได้ x อัตรากำไรสุทธิ = กำไรของปี 2566
6786 x 5.59% = 379.33 ล้านบาท
และจำนวนหุ้นของบริษัทมีอยู่ 326,549,999 หุ้น (ประมาณว่าเท่ากับ 326.55 ล้านหุ้น)
ดังนั้นคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) = 379.33/326.55 = 1.16 บาทต่อหุ้น
หากเรามองว่าบริษัทมีการทำ M&A (ควบรวมกิจการ) บ่อย ส่งผลให้บริษัทน่าจะสามารถเติบโตได้ในอนาคต เราอาจประมาณค่า PE ratio ของบริษัทให้เท่ากับ 18 เท่า บริษัทควรจะมีราคาหุ้นเท่ากับ 18 x 1.16 = 20.88 บาท
ราคาปัจจุบันของ TPAC เท่ากับ 18 บาท

จากสูตรด้านบน เราจะได้ว่าขณะนี้หุ้นนี้มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเท่ากับ
Margin of Safety = ( มูลค่าหุ้นที่แท้จริง – ราคาหุ้นขณะนั้น ) / มูลค่าหุ้นที่แท้จริง x 100
Margin of Safety = ( 20.88 – 18 ) / 20.88 x 100
Margin of Safety = 13.79%
หากเราตั้งกฎส่วนตัวไว้ว่าจะเข้าซื้อก็ต่อเมื่อ Margin of safety มีค่ามากกว่า 30% เราจะไม่สามารถซื้อหุ้นตัวนี้ได้
เพราะเราได้ตั้งสมมุติฐานไว้มากมายที่มีโอกาสผิด เช่น 1. เรากำหนดว่ารายได้บริษัทไม่โตเลย 2. อัตรากำไรสุทธิเท่าเดิม 3. เรากำหนดค่า PE ratio ขึ้นมาเอง
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมค่าส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะมันมีโอกาสตั้งสมมุติฐานผิดหลายจุดมาก
Margin Of Safety กี่เปอร์เซ็นต์ดี
Margin of Safety นั้นไม่มีค่าที่เฉพาะเจาะจงว่าควรจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะถือว่าดี แต่จะขึ้นอยู่กับความสบายใจและวิธีการลงทุนของนักลงทุนแต่ละคน
- นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investors): นักลงทุนประเภทนี้มักจะหาหุ้นที่มี Margin of Safety สูง เพื่อให้มั่นใจว่าได้ราคาหุ้นที่ดี เมื่อเทียบกับมูลค่าแท้จริงของหุ้น นักลงทุนที่เป็นต้นแบบของการลงทุนประเภทนี้คือ Benjamin Graham และ Warren Buffett โดยส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยอาจจะอยู่ที่ 30-50% หรือมากกว่า แล้วแต่กรณี
- นักลงทุนแบบเน้นการเติบโต (Growth Investors): นักลงทุนประเภทนี้มักจะยอมรับ Margin of Safety ที่ต่ำกว่า เนื่องจากจะเน้นเรื่องการเติบโตของรายได้และกำไรในอนาคต หุ้นที่มีการเติบโตสูงมักมีค่า P/E ratio สูงและราคามักไม่ค่อยต่ำลงมามากนัก ทำให้ต้องยอมลด Margin of safety ลง
การลงทุนที่มี Margin of Safety สูงไม่ได้แปลว่าการลงทุนนั้นปลอดภัย 100% แต่เป็นเพียงการลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการประเมินมูลค่าหุ้น ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ข้อมูลที่เราได้มาผิด, ผู้บริหารตั้งเป้าไว้สูงเกินไป, การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น, กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง เป็นต้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นักลงทุนควรทราบถึงวิธีการประเมินมูลค่าแท้จริงของหุ้น เข้าใจในพื้นฐานของกิจการว่าอะไรคือแหล่งที่มาของรายได้ และต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ของบริษัท และต้องมีความเชื่อมั่นในการประเมินของตนเอง และเมื่อมีความเชื่อมั่นแล้ว นักลงทุนจะต้องตัดสินใจเองว่า Margin of Safety ที่เหมาะสมกับตัวเองคือเท่าไหร่
