Financial Projection คือ อะไร พร้อมตัวอย่าง

Financial Projection คือ การประมาณการรายได้และกำไรของกิจการที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต ด้วยการกำหนดสมมุติฐานต่างๆ อย่างเหมาะสม

จุดประสงค์ของการทำประมาณการรายได้ (Financial Projection) นี้ก็คือการพยายามหากำไรต่อหุ้น (EPS) ในอนาคตว่าจะเป็นเท่าไหร่ แล้วจึงทำการหาราคาหุ้นต่อไป

การทำประมาณการงบการเงินนั้น ยิ่งเรามีข้อมูลย้อนหลังหลายปียิ่งดี เพราะจะทำให้เราเห็นแนวโน้มทั้งในแง่ของรายได้ และต้นทุนของบริษัทชัดเจนขึ้น ทำให้สามารถทำการประมาณได้แม่นยำขึ้น

หากหุ้นที่นักลงทุนสนใจ เป็นหุ้น Commodity หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ นักลงทุนอาจจะไม่สามารถประมาณการแนวโน้มได้ง่ายนักเนื่องจากราคาต้นทุนมีความผันผวนสูง นักลงทุนจะต้องติดตามราคาต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างใกล้ชิด ว่าอยู่ในช่วงราคาแพงหรือราคาถูก เพราะมีผลกระทบกับผลการดำเนินงานมาก

เมื่อเราทราบถึงรายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ครบแล้ว เราก็จะสามารถนำตัวเลขในงบการเงินเหล่านี้ มาหากำไรของบริษัทที่เราสนใจได้และประมาณการงบการเงินได้แม่นยำมากขึ้น

วิธี การทำ Financial Projection

ก่อนที่เราจะทำ Financial Projection ได้ อย่างแรกที่เราต้องเข้าใจคือเรื่องแหล่งที่มาของรายได้หลัก และต้นทุนหลักของกิจการก่อน เราจะได้ทราบว่า อะไรที่มีผลกระทบเยอะกับผลประกอบการของกิจการ ความเสี่ยงที่สำคัญของกิจการมีอะไรบ้าง และเมื่อประมาณการรายได้และกำไรออกมาแล้ว เราจึงจะหาราคาหุ้นเป้าหมายได้

โดยสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

  1. อะไรคือรายได้หลักของกิจการ
  2. ต้นทุนหลักของกิจการคืออะไร
  3. รายได้ในอนาคตประมาณเท่าไหร่
  4. กำไรสุทธิในอนาคตจะเป็นเท่าไหร่
  5. EPS จะเป็นเท่าไหร่
  6. P/E ratio ควรมีค่าเท่าไหร่
  7. ได้มูลค่าหุ้นในอนาคต หรือราคาเป้าหมาย
  8. กำหนดราคาเข้าซื้อด้วย Margin of safety

ตัวอย่างการทำ Financial Projection จากสถานการณ์จริง

1. Download งบการเงินย้อนหลัง

หากเราสนใจหุ้นตัวใดก็ตาม ให้ไป download งบการเงินย้อนหลังหลายๆ ปีก่อน ในที่นี้จะยกตัวอย่างการทำ Financial Projection ของหุ้น Kamart

ให้ไป download งบการเงินที่เวบของก.ล.ต. ในที่นี้เพื่อความง่ายในการแสดงตัวอย่างจะใช้งบการเงินรายปีเท่านั้น ในการลงทุนจริง เราควรทำงบรายไตรมาสเรื่อยๆ เพื่อให้หุ้นที่เราสนใจ มีประวัติย้อนหลังเยอะๆ เราจะได้มีข้อมูลมากๆ

2. ลงงบการเงินย้อนหลังหลายๆ ปี

เมื่อ Download งบการเงินมาย้อนหลังหลายๆ ปีแล้ว ให้ทำไฟล์ Excel เปล่าๆ ขึ้นมา 1 หน้า

หลังจากนั้นให้เราเปิดงบการเงินส่วนงบกำไรขาดทุน อันเก่าที่สุดที่เราโหลดมา แล้วลงรายการทางด้านซ้ายในไฟล์ใหม่ ไฟล์ใหม่นี้จะเป็นที่สำหรับรวมงบกำไรขาดทุนทุกปี

จัดทำ financial projection โดยลงงบกำไรขาดทุนลงในไฟล์รวม

หลังจากนั้นเปิดงบกำไรขาดทุนย้อนหลังหลายๆ ปี แล้วค่อยๆ ลงรายละเอียดให้ครบ

โดยลงตั้งแต่บรรทัดรายได้ จนกระทั่งถึงบรรทัดจำนวนหุ้นถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (หรือจะเอาแค่กำไรสุทธิก่อนก็ได้)

งบ KAMART ย้อนหลัง 4 ปี

ในระหว่างที่ลงงบการเงิน เราจะเห็นว่าบางปี จะมีรายการบางอย่างเพิ่มขึ้นมาโดยที่ปีก่อนหน้าไม่มี เช่น

รายการ รายได้เงินปันผล, รายได้หนี้สูญได้รับคืนและเงินชดเชยผลขาดทุนได้รับคืน

ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ให้เราแทรกบรรทัดใหม่เข้าไปได้เลย หากปีไหนไม่มีก็ไม่ต้องใส่ ปีไหนมีก็ใส่เข้าไป

ลงบันทึกรายการพิเศษเฉพาะปีที่มีเท่านั้น

3. หาอัตราส่วนที่สำคัญต่างๆ

เมื่อลงงบย้อนหลังหลายๆ ปีแล้ว ต่อมาส่วนที่สำคัญคือ หาอัตราส่วนค่าใช้จ่าย และต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นของบริษัท

เพื่อให้ทราบถึง Gross Profit Margin (GPM%), Net Profit Margin (NPM%) ที่บริษัทมักทำได้

หากค่าที่คำนวณได้แกว่งหรือไม่แน่นอน ให้ใช้ค่าเฉลี่ย

โดยให้แทรกแถว (Column) ระหว่างปีในตารางดังรูป

หาอัตราส่วนทางการเงิน หลังจากแทรกแถว column ใหม่

เมื่อเราแทรกแถวใหม่แล้ว เราก็ทำการหารเพื่อหาอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญของบริษัทได้เลย

เช่นตัวอย่างในกรอบสีแดงเราอยากทราบว่าต้นทุนขายเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากการขาย เราก็หารออกมาได้ 46.7% และทำแบบนี้กับทุกปี

ตัวอย่างในกรอบสีฟ้า คือ หากเราอยากทราบว่าต้นทุนจากการให้เช่าคลังสินค้าคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากการให้เช่าคลังสินค้า เราก็สามารถหารจำนวนนี้ได้เลยและทำแบบนี้ทุกปี

ตัวอย่างในกรอบสีเขียว คือ หากเราอยากทราบว่ากำไรสุทธิคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากการขาย เราก็สามารถหารได้เลย จากในรูปจะเห็นว่าอยู่ที่ประมาณ 17%-19% (อย่าลืมว่าปี 2563 มีโควิด ผลการดำเนินงานไม่ปกติ)

4. ประมาณการรายได้

หนึ่งในวิธีประมาณการรายได้ที่ทำได้ง่ายที่สุด คือหาข่าวจากผู้บริหารของบริษัท

ผู้บริหารมักให้ประมาณการรายได้ของปีนั้นๆ ไว้ โดยอาจให้เป็นตัวเลขตรงๆ หรืออาจจะให้เป็นเปอร์เซ็นต์ว่าจะเติบโตจากปีก่อนหน้ามากแค่ไหน

ข้อควรระวังก็คือ ผู้บริหารบางคนมักพูดเกินจริง พูดแล้วทำไม่ได้ เราจึงควรดูย้อนหลังไปด้วยเช่นกันว่าผู้บริหารคนไหนพูดแล้วทำได้จริง หรือคนไหนโม้ หรือคนไหนออกแนว conservative (มักทำได้สูงกว่าเป้าที่ให้)

ในตัวอย่างนี้ เราสามารถหาข่าวได้ว่า ผู้บริหารของ KAMART ให้ข้อมูลว่ามีเป้ารายได้อยู่ที่ 2,500 ล้านบาท (ของปี 2566)

ผู้บริหารของ KAMART ชุดที่เป็นรุ่นลูกนี้ จากอดีตที่ผ่านมาค่อนข้างให้เป้าหมาย conservative ดังนั้นเราจะเอาเลขเป้าหมายนี้ไปคำนวณได้เลย (ขอแค่อย่าลืมว่าเรามีสมมุติฐานว่าผู้บริหารพูดจริงเก็บไว้ในใจด้วย)

5. ประมาณการกำไรของบริษัท

เมื่อเราได้เป้ารายได้ของบริษัทแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาก็คือ ประมาณการกำไรของบริษัท

ในงบด้านบนที่เราทำในไฟล์ Excel เราจะเห็นว่าบริษัทมีค่า Net profit margin อยู่ที่ประมาณ 17% หากเราใช้ตัวเลขนี้เลย เราจะได้ว่า กำไรในปี 2566 ของ KAMART จะเท่ากับ 2,500 x 17% = 425 ล้านบาท

ในการทำแบบละเอียด นักลงทุนควรคำนึงถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ภาษี ดอกเบี้ยที่บริษัทต้องจ่าย ว่าในปีนั้นจะมีค่ามากหรือน้อยขนาดไหน

อย่าลืมว่าเราตั้งใจลงทุนและหวังผลตอบแทนสูง เรายิ่งต้องมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น

6. ประมาณการ EPS

เมื่อเราได้ประมาณการกำไรสำหรับปีมาแล้ว ต่อมาเราจะมาหาค่า EPS หรือกำไรต่อหุ้นว่าบริษัทจะทำได้เท่าไหร่

โดย กำไรต่อหุ้น = กำไรสำหรับปี / จำนวนหุ้น

เนื่องจากในงบการเงินที่เราทำด้านบน บริษัทมีจำนวนหุ้นประมาณ 880 ล้านหุ้น และมีกำไรปี 2566 เท่ากับ 425 ล้านบาท

ดังนั้น

กำไรต่อหุ้น = 425 / 880 = 0.483 บาทต่อหุ้น

7. ดูส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย Margin of Safety เพื่อหาราคาเข้าซื้อ

ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญมากๆ คือ เมื่อเราได้กำไรต่อหุ้นมาแล้ว คำถามสำคัญเลยคือ หุ้นตัวนี้ควรมีค่า PE ratio เท่าไหร่

หากเป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง เราก็สามารถให้ค่า PE ได้สูงหน่อย หากการเติบโตไม่มาก เราก็ควรให้ค่า PE ต่ำๆ

เนื่องจากเป้าหมายที่ผู้บริหารให้มา มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 30% (เทียบกับปี 2565 ที่ทำได้ 1910 ล้านบาท)

คิดจาก (2500-1910) / 1910 x 100% = 30.89%

ถ้าอัตราการเติบโตของกำไรเป็น 30% จริง ก็ถือว่าเป็นหุ้นเติบโตสูง เราอาจจะลองให้ PE ของหุ้นอยู่ในช่วง 25-30 เท่าก็ได้

ดังนั้น

หากหุ้น PE = 25 เท่า

ราคาเป้าหมาย = 25 x EPS

ราคาเป้าหมาย = 25 x 0.483 = 12.07 บาท

หากหุ้น PE = 30 เท่า

ราคาเป้าหมาย = 30 x EPS

ราคาเป้าหมาย = 30 x 0.483 = 14.49 บาท

ดังนั้นช่วงราคาที่เหมาะสมของ KAMART เท่ากับ 12.07 ถึง 14.49 บาท

หากเราอยากซื้อจริงๆ เราควรตั้ง Margin of safety หรือส่วนต่างเพื่อความปลอดภัยไว้ ผู้เขียนชอบให้มีค่าอยู่ที่ประมาณ 30% (มากกว่านี้ก็ปลอดภัยขึ้น แต่ก็จะหาหุ้นลงทุนยากข้ึนเช่นกัน)

สูตรหาราคาสำหรับเข้าซื้อ

ราคาสำหรับเข้าซื้อ = ราคาเหมาะสม / (1 + Margin of safety %)

ราคาสำหรับเข้าซื้อ = 12.07 / (1+30%) = 9.28 บาท -> ในกรณีที่เราคิดว่าราคาเหมาะสมอยู่ที่ 12.07 บาท และเราต้องการ Margin of safety 30% แล้วนั้น เราจะเข้าซื้อก็ต่อเมื่อราคาเท่ากับหรือต่ำกว่า 9.28 บาทเท่านั้น

ราคาสำหรับเข้าซื้อ = 14.49 / (1+30%) = 11.14 บาท -> ในกรณีที่เราคิดว่าราคาเหมาะสมอยู่ที่ 14.49 บาท และเราต้องการ Margin of safety 30% แล้วนั้น เราจะเข้าซื้อก็ต่อเมื่อราคาเท่ากับหรือต่ำกว่า 11.14 บาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตามราคาหุ้นของ KAMART ณ ปัจจุบันที่เว็บ Set.or.th

ราคาหุ้น KAMART เมื่อตอนตลาดปิด

P/E ratio = ราคาหุ้น/EPS

P/E ratio = 15.3/0.483 = 31.7 เท่า

จะเห็นว่าปัจจุบันหุ้นนี้มีค่า P/E ratio สูงกว่าที่เราคำนวณได้ เราต้องอย่าลืมว่าเราคิด ณ ปัจจุบัน และคิดกำไรของปีที่กำลังจะถึงนี้เท่านั้น ในการคำนวณค่าต่างๆ เหล่านี้ เราต้องดูแผนการเติบโตในอนาคตว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงความเสี่ยงต่างๆ ด้วย

หากพิจารณาเฉพาะกำไรที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 นี้ จะเห็นว่า KAMART น่าจะมีราคาเต็มมูลค่าไปแล้ว ทำให้ไม่เหมาะในการลงทุน แต่เราก็อย่าลืมติดตามว่าทำไมราคาถึงขึ้นไปได้สูง บริษัทมีการเติบโตนอกประเทศหรือไม่ แผนการเติบโตเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้เราพลาดโอกาสในการลงทุน

หมายเหตุ นี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนใดๆ ทั้งสิ้น การลงทุนมีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนลงทุน