Defensive Stock คืออะไร?

การลงทุนนั้นมีความไม่แน่นอนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในหุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนโดยมากอาจจะชอบหุ้นที่มีการเติบโตสูง อย่างไรก็ตามหุ้นที่มีการเติบโตสูงหรือ Growth stock มักมีความคาดหวังที่สูงตามไปด้วย หากไม่เป็นดังหวัง ราคาหุ้นมักตกลงมาอย่างรุนแรง

จึงทำให้มีนักลงทุนหลายคน เลือกหุ้นประเภทที่มีความมั่นคงทางราคาสูงกว่าหุ้นตัวอื่นๆ แทน เพื่อที่ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง หุ้นเหล่านั้นมักไม่ค่อยได้รับผลกระทบเท่าไหร่ หุ้นพวกนั้นคือ Defensive Stock

Defensive Stock คืออะไร?

Defensive Stock จึงเป็นหุ้นที่มีหลายๆ อย่างค่อนข้างคงที่ ทั้งในแง่ของราคาหุ้น กำไรที่บริษัทนั้นทำได้ ไม่ค่อยผันผวนตามสภาพเศรษฐกิจ มีความมั่นคงสูง

หุ้นเหล่านี้มักเป็นเจ้าตลาดในธุรกิจที่ตัวเองทำอยู่ ทำให้คู่แข่งแข่งขันด้วยยาก ไม่สามารถเอาชนะได้ รวมถึงหุ้นที่เป็นกิจการที่มีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นจากการผูกขาด หรือได้สัมปทานก็ตาม

วิธีเลือกหุ้น Defensive Stock

ลักษณะของหุ้น Defensive stock ที่ดี มักมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

ขนาดของบริษัท

โดยทั่วไปแล้วขนาดของบริษัทที่มีลักษณะเป็น defensive stock จะมีขนาดบริษัทที่ใหญ่พอสมควร หรืออาจเลือกจากบริษัทที่อยู่ใน SET100 SET50 ก็ได้ เพราะถือเป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับต้นๆ ในประเทศ และมูลค่าราคาตลาด (Market Capitalization) มักเกิน 5,000 ล้านบาทขึ้นไป

ความผันผวนต่ำ

หุ้น defensive stock ที่ดีควรมีความผันผวนต่ำ คือไม่ว่าตลาดหุ้นโดยรวมจะลงหรือขึ้น ราคาของหุ้นตัวนั้นมักไม่คล้อยตามตลาด (หรือที่เรียกว่ามีค่า Beta ต่ำ) หากตลาดหุ้นติบลบเยอะๆ หุ้น defensive stock อาจจะติดลบแค่นิดหน่อย ในขณะที่หากตลาดหุ้นโดยรวมขึ้นเยอะ defensive stock ก็อาจจะขึ้นแค่นิดหน่อย เป็นต้น

หนี้น้อย

ภาระหนี้ของบริษัทที่เราเลือกจะให้เป็น defensive stock ของเรานั้น ควรมีค่าต่ำ เพราะเมื่อหนี้น้อยแล้ว นักลงทุนคนอื่นๆ ก็จะเห็นเช่นกันว่าเป็นบริษัทที่หนี้น้อย หากเกิดวิกฤติทางการเงินใดๆ ก็ตาม โอกาสที่บริษัทจะล้มละลายจะเกิดขึ้นยากมาก ความเสี่ยงจึงต่ำไปด้วย

วิธีดูว่าหนี้ของบริษัทน้อยหรือไม่ ก็สามารถดูได้จากอัตราส่วน D/E ratio ที่ใช้เทียบระหว่างหนี้สินของบริษัทกับส่วนของผู้ถือหุ้น โดยอัตราส่วนนี้ยิ่งน้อยยิ่งดี

กำไรสม่ำเสมอ

หากหุ้นที่เลือกมีกำไรสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจแล้วยังสามารถอยู่รอดมาได้ ย่อมแสดงถึงความสามารถของผู้บริหารเช่นกัน นอกจากนั้น ควรดูอัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross profit margin) และอัตราส่วนกำไรสุทธิ (Net profit margin) ด้วยว่ามีค่าใกล้เคียงเดิมหรือไม่ หากใกล้เคียงเดิมอย่างสม่ำเสมอย่อมดีกว่ามีค่าลดลงเรื่อยๆ

จ่ายปันผลต่อเนื่อง

การเลือกบริษัทที่สามารถจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่องแปลว่าบริษัทมีความสามารถในการทำเงินสดสูง ที่ไม่ใช่เพียงตัวเลขกำไรในทางบัญชี ยิ่งบริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับติดต่อกัน 10 ปีขึ้นไป ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ราคาไม่แพง

ราคาที่เข้าซื้อหุ้นเองก็มีผลมากเช่นกัน เพราะหากเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติข้างต้นทั้งหมด แต่มีราคาที่แพงเกินไปแล้ว ก็จะไม่ใช่การลงทุนที่ดี

เราสามารถดูว่าหุ้นถูกหรือแพงได้อย่างง่ายๆ ด้วยอัตราส่วน P/E ratio ที่เทียบระหว่างราคากับกำไรต่อหุ้น และ P/BV ratio ที่เทียบระหว่างราคากับมูลค่าทางบัญชี ซึ่งทั้งสองค่านี้ยิ่งน้อย ยิ่งแปลว่าหุ้นตัวนั้นถูก

โดยเราอาจกำหนดให้ P/E ratio ของหุ้นที่เราต้องการมีค่าไม่เกิน 12-15 เท่า และ P/BV ratio ไม่เกิน 1.5 เท่า เป็นต้น