EBITDA ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Tax, Depreciation, and Amortization คือ กำไรที่มาจากการดำเนินงานของบริษัทจริงๆ ก่อนหักค่าเสื่อม ดอกเบี้ย และภาษี มีสูตรคือ
EBITDA = ยอดขาย – ต้นทุนขาย – ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย
หมายเหตุ ที่เราต้องบวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายกลับเข้าไปเพราะเหตุผลดังนี้
- เราใช้ EBITDA ในการพิจารณาบริษัทเพราะว่าเราอยากได้ตัวเลขเงินสดที่บริษัททำได้
- ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายนั้นไม่ได้ถูกจ่ายเป็นเงินสดออกไปจริงๆ เป็นเพียงการลงตัวเลขทางบัญชี
- ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายนั้นรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารแล้ว
จากเหตุผลข้างต้นจึงทำให้เราต้องบวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายกลับเข้าไป เพื่อให้ได้ EBITDA หรือตัวเลขเงินสดที่บริษัททำได้นั่นเอง ถ้าไม่บวกกลับเข้าไปแปลว่าเราลบค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายออกไปด้วย ซึ่งจะแปลว่าค่าที่ได้ มันจะไม่ใช่เงินสด ผิดวัตถุประสงค์ในการหา EBITDA ตั้งแต่แรก
ตัวอย่างการคำนวณ EBITDA จากสถานการณ์จริง
ยอดขายและต้นทุนขาย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หาได้จากงบกำไรขาดทุน

ค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย หาได้จากงบกระแสเงินสด

EBITDA = 863,248,062 – 779,547,486 + 55,093,983 = 138,794,559 บาท
อย่างไรก็ตามตัวเลขที่คำนวณได้นี้ ยังบอกอะไรได้ไม่มาก จึงต้องหา EBITDA margin ต่อ
EBITDA margin (%) คืออะไร และคำนวนอย่างไร?
EBITDA margin คือการนำ EBITDA ไปหารด้วยรายได้ทั้งหมดของบริษัท เพื่อให้ทราบว่าต่อรายได้ 1 บาทนั้น บริษัททำกำไรที่แท้จริงได้กี่บาท
มีสูตรคือ EBITDA margin = EBITDA / รายได้ทั้งหมด
ในตัวอย่างด้านบน EBITDA margin = 138,794,559/863,248,062 = 0.1607
แปลว่าทุกๆ รายได้ที่บริษัททำได้ 1 บาท จะมีกำไรที่แท้จริง 0.1607 บาท
ถ้าทำเป็น % ก็คูณด้วย 100 จะเท่ากับว่าบริษัทนี้มี EBITDA margin เท่ากับ 16.07% นั่นเอง
ตัวเลขดังกล่าวสามารถใช้เทียบกับบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้อย่างดีเพราะไม่มีผลจากนโยบายทางการเงินและการบัญชีของบริษัทคู่แข่งเข้ามาเกี่ยวข้อง
บริษัทที่ควรใช้ EBITDA ในการพิจารณา
EBITDA มักนิยมใช้ในการวัดผลการดำเนินงานทางธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เงินลงทุนสูง หรือใช้เครื่องจักรมาก เช่น อุตสาหกรรมน้ำมัน, เหล็ก, โรงงาน เป็นต้น
อุตสาหกรรมเหล่านี้ช่วงแรกจะใช้เงินลงทุนสูงมากและกำไรสุทธิมักติดลบเพราะค่าเสื่อมราคาสูง
ดังนั้นการใช้ EBITDA จะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพมากกว่า ว่าจริงๆ แล้วบริษัทสามารถทำกำไรได้หรือไม่ ด้วยการบวกค่าเสื่อมราคากลับเข้าไป
บางกรณีเราอาจเจอว่า EBIT ของบริษัทติดลบ แต่ EBITDA เป็นบวก ต่อเนื่องหลายปี ในกรณีนี้นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงเพราะแสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารของบริษัท ไม่สามารถทำให้บริษัทมีกำไรพอที่จะชดเชยค่าเสื่อมของสินทรัพย์ได้ และจะมีปัญหาภายหลัง
เพราะในความเป็นจริงนั้น สินทรัพย์ก็เสื่อมลงไปทุกปีจริงๆ และเมื่อเสื่อมลงก็ต้องซื้อสินทรัพย์ใหม่
หากซื้อใหม่แล้วยังเกิดกรณีเหมือนเดิม ในไม่ช้าบริษัทอาจประสบกับการล้มละลายได้
ดังเช่นที่ ชาลี มังเกอร์ หนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกเคยให้เหตุผลไว้ก็คือ ค่าเสื่อมนั้นเป็นเรื่องจริง ทำให้ EBITDA เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่ไม่ควรใช้ในการประเมินมูลค่าบริษัทเลย
ชาลี มังเกอร์ กล่าวว่า “Every time you hear ‘EBITDA’ substitute it with ‘bull**** earnings”
ดังนั้นแล้วเราจึงควรดูที่กำไรสุทธิ (Net profit) ที่บริษัททำได้อย่างแท้จริงด้วยว่ามีค่าเท่าไหร่
เพื่อการประเมินมูลค่าบริษัทได้อย่างถูกต้อง
หากอยากทราบว่าบริษัทนั้นมีความสามารถในการทำกำไรเทียบกับขนาดของกิจการเท่าไหร่ เราสามารถหาได้จากสูตร EV/EBITDA ได้เช่นกัน
