PEG Ratio คืออะไร บอกอะไรนักลงทุน

PEG Ratio หรือ Price/Earnings to Growth Ratio คือ อัตราส่วนทางการเงินที่เปรียบเทียบระหว่าง P/E ratio กับ อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของกิจการ อัตราส่วนนี้ใช้บอกว่าอัตราการเติบโตของ EPS เมื่อเทียบกับค่า P/E แล้ว เหมาะสมพอกับความคาดหวังของนักลงทุนหรือไม่ หุ้นมีราคาแพงเกินไปหรือไม่

ค่า PEG Ratio ถูกคิดค้นขึ้นโดย Mario Farina และถูกทำให้โด่งดังโดย Peter Lynch เพื่อประเมินความถูกแพงของหุ้น เนื่องจากหุ้นบางตัวแม้จะมี P/E ratio ที่ต่ำ แต่ด้วยการเติบโตที่ต่ำอาจทำให้ไม่น่าสนใจก็ได้ ในทางกลับกันหุ้นที่มี P/E Ratio ที่สูงแต่มีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่สูงด้วย อาจทำให้หุ้นนั้นไม่ได้แพงอย่างที่คิด

สูตรคำนวณ PEG Ratio

สูตรคำนวณ PEG Ratio คือ

PEG Ratio = PE ratio / EPS Growth

หลักการคือนำค่า P/E ratio ของหุ้นตัวนั้น มาหารด้วยอัตราการเติบโตของ EPS (กำไรต่อหุ้น) โดยเราจะต้องประเมินอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นในอนาคตเอง

หากได้ค่า PEG Ratio = 1 แปลว่าหุ้นนั้นมีราคาที่เหมาะสม (Fair value)

หากได้ค่า PEG Ratio < 1 แปลว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (Undervalue)

หากได้ค่า PEG Ratio > 1 แปลว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (Overvalue)

ตัวอย่างการคำนวณ PEG Ratio

เรามาดูการคำนวณในสถานการณ์จริงกัน สมมุติว่าเราอยากทราบ PEG Ratio ของหุ้น ICHI

สิ่งที่เราต้องการในการหาค่า PEG Ratio คือค่า P/E Ratio กับอัตราการเติบโตของ EPS

เราสามารถหาค่า P/E ratio ได้จากในเวบ set.or.th ได้เลยโดยตรง

ค่า P/E ratio ของหุ้น ICHI

หลังจากนั้นไปดูค่า EPS ของหุ้น ICHI ณ งวดสิ้นปี 2565 พบว่ากำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.49 บาท

อัตรากำไรสุทธิย้อนหลัง 5 ปี

หลังจากนั้น เพื่อทำการหาอัตราการเติบโตของ EPS เราจำเป็นที่จะต้องประเมิน EPS ของปีที่กำลังจะถึงก่อน จึงจะทราบอัตราการเติบโตได้ ในรูปด้านบนกำไรต่อหุ้นของงวดงบ 6 เดือนเท่ากับ 0.37 บาท หากเราประเมินแบบคร่าวๆ โดยคิดว่าทั้งปีตีว่าได้กำไรสองเท่าของงวด 6 เดือน ดังนั้นกำไรต่อหุ้นของปี 2566 จะเท่ากับ 0.37 x 2 = 0.74 บาทต่อหุ้น

อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ ( 0.74 – 0.49 ) / 0.49 = 0.5102

คูณ 100 เพื่อทำเป็นเปอร์เซ็นต์ จะได้อัตราการเติบโต 51.02%

ค่า PEG Ratio ของหุ้น ICHI ด้วยสมมุติฐานว่ากำไรต่อหุ้นทั้งปี 0.74 บาท จึงเท่ากับ

PEG Ratio = 23.82 / 51.02 = 0.466 เท่า ซึ่งมีค่าน้อยกว่า 1 ถือว่าหุ้นนี้ยังไม่แพง (Undervalue)

หากเราลองมาประเมินอีกทางหนึ่ง เช่น จากการให้ข่าวของผู้บริหาร

ผู้บริหารให้ข่าวว่าสิ้นปี 2566 จะมีรายได้ 7,600 ล้านบาท หากเราเชื่อว่าผู้บริหารสามารถทำได้จริง สิ่งที่เราต้องทำต่อคือประมาณกำไรสุทธิ (เพื่อจะนำไปคิดกำไรต่อหุ้นต่อ)

จากตารางด้านบน กำไรสุทธิของงวด 6 เดือนปี 2566 อยู่ที่ 12.29% ถ้ารายได้ 7600 ล้าน จะมีกำไรสุทธิ

7600 x 12.29% = 934.04 ล้านบาท

ต่อมาจะหากำไรต่อหุ้น ก็ต้องไปเปิดดูในเวบ set.or.th ในหน้าข้อมูลหลักทรัพย์

ไปที่หน้าข้อมูลหลักทรัพย์

แล้วจะพบว่ามีจำนวนหุ้นเท่ากับ 1,300 ล้านหุ้น

จำนวนหุ้นจดทะเบียนของบริษัท

ดังนั้น EPS = 934.04 / 1300 = 0.7184 บาทต่อหุ้น

อัตราการเติบโตของ EPS จึงเท่ากับ ( 0.7184 – 0.49 ) / 0.49 = 0.4661 หรือก็คือ 46.61%

ดังนั้น PEG Ratio ตามสมมุติฐานนี้จึงเท่ากับ

PEG Ratio = 23.82 / 46.61 = 0.51 เท่า ซึ่งก็ถือว่ายัง Undervalue อยู่ดี

ข้อสังเกตก็คือ เราใช้ P/E Ratio ซึ่งเป็นค่าในอดีต (Trailing P/E) หากเราใช้ค่าในอนาคต (Forward P/E) ผลลัพท์ที่ได้จากการคำนวณย่อมแตกต่างไป นอกจากนั้น เรายังไม่ได้คำนึงว่ากำไรสุทธิอาจจะมีการลดลงเพราะบริษัทจะต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม รวมถึงความเสี่ยงจากการลดลงของ Demand คำสั่งซื้อจากลูกค้าด้วย

การประเมินค่าต่างๆ เหล่านี้ในอนาคตจึงควรมีความระมัดระวังและพิจารณาให้รอบคอบเสมอ

หมายเหตุ นี่ไม่ใช่คำแนะนำการซื้อขายหุ้น การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่มีใครรับผิดชอบเงินของคุณได้นอกจากตัวของคุณเอง ตัวอย่างนี้มีเพื่อให้เห็นเป็นแนวทางในการคำนวณมูลค่าหุ้นด้วย PEG Ratio อย่างคร่าวๆ เท่านั้น