หุ้นวัฏจักร หรือ Cyclical Stock คือ หุ้นที่มีความผันผวนสูง รายได้และกำไรของบริษัทมีลักษณะเป็นรอบๆ
เราเรียกว่าหุ้นวัฏจักร เพราะมันมักมี “รอบ” การขึ้นลงของกำไรและราคาหุ้นเป็นช่วงๆ แต่ละช่วงไม่แน่นอน แต่จะเป็นไปตามกลไกของ Demand และ Supply เป็นหลัก
บางอย่างอาจจะเป็นรอบ 1ปี, 5 ปี, 10 ปี ก็ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะกำหนดเป็นเวลาเป๊ะๆ แบบนี้ทุกครั้ง
หุ้นวัฏจักร ดูยังไง
จริงๆ แล้วหุ้นแทบทุกตัวมีความเป็นวัฏจักรมากน้อยต่างกันไป บางอย่างแทบไม่เป็นวัฏจักรเลย หุ้นวัฏจักรจะอิงกับสภาพเศรษฐกิจเยอะ หากช่วงไหนเศรษฐกิจดี หุ้นเหล่านี้จะมีกำไรดีมากกว่าหุ้นทั่วไปเป็นพิเศษ ในทางกลับกันหากเกิดเศรษฐกิจถดถอย หุ้นเหล่านี้ก็จะขาดทุนหนักกว่ามากเช่นกัน
สรุปก็คือ เป็นหุ้นที่สภาพเศรษฐกิจส่งผลรุนแรงกว่าหุ้นทั่วไป ทั้งในด้านบวกและด้านลบ
หุ้นวัฏจักร มีอะไรบ้าง
หุ้นวัฏจักรที่นักลงทุนในตลาดหุ้นทราบกันดีได้แก่หุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมต่อไปนี้
- หุ้นเดินเรือ
- หุ้นโรงกลั่น
- หุ้นที่เกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร
- หุ้นปิโตรเคมี
- หุ้นที่ถ่านหิน
- หุ้นเหล็ก
หุ้นที่มีความเป็นวัฏจักรน้อยลงหน่อยได้แก่
- หุ้นยานยนต์
- หุ้นอสังหา
- หุ้นโรงงานอุตสาหกรรม
- หุ้นท่องเที่ยวและโรงพยาบาล
โอกาสและความเสี่ยงของหุ้นวัฏจักร
ด้วยราคาหุ้นที่ขึ้นสูงและลงต่ำมากๆ ของหุ้นวัฏจักร ทำให้นักเล่นหุ้นหลายคนอยากที่จะเข้ามาซื้อหุ้นในช่วงที่หุ้นลง แล้วหวังว่าพอมันขึ้นจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
อย่างไรก็ตามไม่มีใครสามารถคาดเดาอนาคตได้อย่างแม่นยำ นักเล่นหุ้นหลายคนจึงมักพบกับความผิดหวังหรืออาจถึงขั้นหมดตัว เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติของธุรกิจว่าบริษัทดังกล่าวมีแหล่งที่มาของรายได้อย่างไร
สิ่งสำคัญที่สุดในการเข้าซื้อหุ้นวัฏจักรนั้น คือการเข้าใจว่าอะไรบ้างที่มีผลกระทบกับธุรกิจนั้น และอะไรเป็นตัวผลักดันกำไรของธุรกิจให้เติบโตในช่วงเวลาต่อไป และปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้ธุรกิจนั้นตกต่ำลงเหมือนเดิม (เพราะมันคือหุ้นวัฏจักร การขึ้นแล้วลงกลับมาที่เดิมเป็นเรื่องธรรมดามาก)
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างหุ้นเดินเรือ PSL ที่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความเป็นวัฏจักรสูงมาก
ในช่วง covid 19 ผู้เขียนเคยนำกราฟค่าระวางเรือ BDI มาซ้อนกับกราฟราคาหุ้นของ PSL แล้วได้ดังภาพด้านล่างนี้
(อย่างไรก็ตามค่าระวางเรือของ PSL ที่ใกล้เคียงและควรจะใช้คือค่า BHSI แต่ค่าระวางเรือเหล่านี้มักไปในทิศทางเดียวกัน ประกอบกับค่า BHSI ไม่มีเวบไหนทำย้อนหลังไว้หลายๆ ปี จึงใช้ค่า BDI แทน)

กราฟเส้นสีฟ้า คือค่าระวางเรือ BDI index และกราฟราคาหุ้นของ PSL คือแท่งเขียวแดงด้านหลัง
จะเห็นว่าค่าระวางเรือและราคาหุ้นมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก เมื่อค่าระวางขึ้นราคาหุ้นก็ขยับขึ้นตาม เมื่อค่าระวางลง ราคาหุ้นก็ขยับลงตามเช่นกัน
คำถามสำคัญก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าระวางเรือ BDI จะขึ้นหรือลง? เพราะถ้ารู้ค่านี้เราสามารถดักซื้อก่อนที่หุ้นจะขึ้นได้
คำตอบก็คือ ไม่มีใครรู้ เราทำได้เพียงคาดเดาจากข้อมูลที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและตัวบริษัท ในช่วง covid 19 นั้นมีสถานการณ์ไม่ปกติ 2 อย่างที่ทำให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
อย่างแรกคือ เนื่องจากสถานการณ์ covid 19 ทำให้ที่ท่าเรือแทบทุกแห่งบนโลกมีคนไม่พอ (ป่วย/โดนสั่งกักตัว) ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานในขั้นตอนไหนก็ตาม คนที่น้อยลงทำให้ขนสินค้าไม่ทัน และเมื่อทำไม่ทันเรือลำต่อๆ มาก็เข้ามาเทียบท่าไม่ได้ การขนส่งจึงย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ
อย่างที่สองคือ ทุกๆ ปีจะมีเรือที่เก่าเกินใช้งาน ก็จำเป็นต้องปลดระวาง แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่การต่อเรือออกสู่ทะเลน้อยที่สุดในรอบประมาณ 10 ปีพอดี เรือที่ต่อเสร็จและออกสู่ทะเลน้อยลง ยิ่งทำให้สถานการณ์ดังกล่าวแย่ขึ้นไปอีก
เมื่อปัจจัยทั้งสองอย่างนี้มารวมกัน สินค้าที่ควรจะถึงลูกค้าเลยล่าช้าไปมาก คนอยากขายของก็พยายามเพิ่มราคาขนส่งเพื่อหาเรือมารับของไปขาย แต่เนื่องจากเรือที่ว่างขนของมีน้อย ราคาจึงดีดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
จึงเป็นที่มาของการที่ทั้งค่าระวางเรือและราคาหุ้นพุ่งสูงไปตามๆ กัน
นักลงทุนที่สังเกตได้ก่อนก็สามารถเข้าไปซื้อหุ้นได้ก่อน และจะขายหุ้นเมื่อสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์พิเศษดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย
เราจึงควรเข้าใจถึงสาเหตุให้ได้อย่างถ่องแท้ เพื่อทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ และหากซื้อผิดจังหวะ จะได้ตัดใจขายได้ไม่ต้องติดดอยนานเพราะมันอาจต้องรอเป็นสิบปี
การมองกราฟย้อนหลังแล้วอธิบายนั้นเป็นเรื่องง่าย การลงทุนในระหว่างที่เกิดเรื่อง เป็นเรื่องยาก ยากมากๆ เพราะข้อมูลจะมีหลากหลาย และเราจะไม่มั่นใจว่าเราคิดถูก
(เพราะในระหว่างนั้นค่าระวางเรือมีการขึ้นและลงทุกวัน เราไม่รู้เลยว่าวันถัดไปจะขึ้นหรือลง ถ้ามันลง 3-4 วันติด เราจะเริ่มคิดว่าน่าจะหมดรอบ แต่วันถัดไปมันขึ้นทีเดียวชดเชย 3-4 วันก่อน)
ทางที่ดีคือมองแนวโน้มใหญ่ไว้ก่อน เช่น จากด้านบนแม้ในระหว่างเกิดเหตุ เราก็รู้ว่า covid 19 ไม่จบง่ายๆ และ การต่อเรือใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ปี ดังนั้นราคาหุ้นน่าจะยังสูงต่อไปในช่วงนี้ เป็นต้น แต่ก็อย่าลืมว่านักลงทุนหลายคนรู้เรื่องนี้
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าโอกาสและความเสี่ยงของหุ้นวัฏจักรแบบนี้จึงสูงมาก และต้องการการติดตามอย่างใกล้ชิด หากทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมนั้นจะได้เปรียบมาก
ก่อนลงทุนหุ้นวัฏจักรต้องรู้อะไรบ้าง
หุ้นวัฏจักรนั้นขึ้นลงตาม Demand และ Supply เป็นอย่างมาก สิ่งที่จำเป็นในการเข้าซื้อหุ้นวัฏจักรคือ ต้องรู้ธรรมชาติของธุรกิจนั้นเป็นอย่างดี รู้ว่าอะไรคือจุดสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลง demand และ supply ของธุรกิจนั้น
นอกจากนั้นต้องรู้ด้วยว่าหุ้นนั้นจริงๆ แล้วเป็นหุ้นวัฏจักร หลายๆ ครั้งมือใหม่ทำผิดพลาดเพราะเข้าใจว่าเป็นบริษัทใหญ่จึงมั่นคง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นหุ้นวัฏจักร
สิ่งที่ควรทำเวลาซื้อหุ้นวัฏจักรคือ
- อย่าซื้อตอน P/E ratio ถูก เพราะเป็นช่วงที่กำไรมาก (จาก EPS ที่สูง) และมักเป็นช่วงท้ายๆ ก่อนตลาดพัง
- อย่าซื้อแบบ DCA เพราะนี่คือหุ้นวัฏจักร คุณจะไม่ได้อะไรเลยจากการซื้อแบบถัวเฉลี่ย เพราะมันขึ้นๆ ลงๆ
- เข้าใจว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนของ demand และ supply ของอุตสาหกรรมนั้น
- ถ้ารู้ตัวแล้วว่าซื้อผิดจังหวะ ให้รีบตัดใจขาย เพราะไม่อย่างนั้นเราจะต้องถือยาวหลายปี สู้เอาเงินที่ขาดทุนไปลงทุนหุ้นอื่นดีกว่า
