Quick Ratio เรียกอีกอย่างว่า Acid Test Ratio คือ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว
เป็นอัตราส่วนที่ใช้บอกความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น ยิ่งค่านี้มีค่ามาก ยิ่งแปลว่าสามารถชำระหนี้ระยะสั้นได้โดยง่าย โดยทั่วไปค่านี้ควรมีค่ามากกว่า 1
เพราะค่าที่มากกว่า 1 บ่งบอกว่าหากกิจการเกิดวิกฤติ กิจการจะยังสามารถนำสินทรัพย์หมุนเวียนมาขาย(ไม่นับสินค้าคงเหลือ) เพื่อชำระหนี้สินหมุนเวียนได้โดยไม่ต้องกู้ยืมเงินหรือเพิ่มทุน
อัตราส่วน Quick Ratio มีความคล้ายคลึงกับอัตราส่วน Current Ratio โดย อัตราส่วน Current Ratio จะเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน
แต่อัตราส่วน Quick Ratio นั้นจะเป็น สินทรัพย์หมุนเวียนลบด้วยสินค้าคงเหลือ แล้วค่อยหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน
สูตร อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว คือ
Quick Ratio = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) / หนี้สินหมุนเวียน
สาเหตุที่มีการคิดอัตราส่วนนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ดูว่าสินทรัพย์หมุนเวียนที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อจ่ายหนี้ได้เร็วจริงๆ มีค่าเท่าไหร่
เพราะหลายๆ ครั้งสินค้าคงเหลือ ไม่ได้สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อจ่ายหนี้ได้เร็วขนาดนั้น เพราะต้องมีการขาย มีการเก็บเงินลูกค้า ซึ่งหลายครั้งกินเวลาเป็นเดือนหรือหลายเดือน
วิธีคำนวณ Quick Ratio
จากสูตรด้านบน ของ Quick Ratio = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) / หนี้สินหมุนเวียน
เราจะสามารถคำนวณค่าของ Quick ratio ของแต่ละบริษัทได้มากน้อยแตกต่างกันไป
โดยเราจะต้องไปหาค่าของสินทรัพย์หมุนเวียน, สินค้าคงเหลือ, หนี้สินหมุนเวียน ในงบดุลหรืองบแสดงฐานะทางการเงินของบริษัทนั้นๆ
หลังจากนั้นจึงนำค่าที่หามาได้ มาคำนวณหา Quick Ratio ต่อ ดังตัวอย่างด้านล่างนี้
ตัวอย่าง อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว
ในตัวอย่างนี้จะขอยกตัวอย่างบริษัท SFT
ดูในส่วนของงบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุลดังนี้

จากงบดุลจะพบว่า บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนในไตรมาสแรกปี 2566 = 439,603 พันบาท
และมีสินค้าคงเหลือในงวดเดียวกัน = 237,420 พันบาท

ในส่วนของหนี้สินหมุนเวียน ไตรมาสแรกปี 2566 มีค่าเท่ากับ 188,167 พันบาท
ดังนั้นบริษัท SFT มี Quick Ratio ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2566 เท่ากับ
(439,603 – 237,420) / 188,167 = 1.074 เท่า
หากเราอยากคำนวณ ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2564 ก็สามารถทำได้เช่นกัน
= ( 449,138 – 241,093 ) / 188,603 = 1.103 เท่า
จะเห็นว่าบริษัทมี Quick ratio ลดลงเล็กน้อย
วิเคราะห์ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว
จากตัวอย่างด้านบน เราจะมาวิเคราะห์กันว่า อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็วของบริษัท SFT ที่มีค่าอยู่ที่ 1.074 เท่าในไตรมาสแรกของปี 2566 นั้นเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อเราเทียบอัตราส่วน Quick ratio ของบริษัทระหว่างไตรมาสแรกปี 2565 กับ ไตรมาสแรกปี 2566 เราพบว่าค่า Quick ratio ที่คำนวณได้มีค่าลดลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามเราต้องพิจารณาส่วนประกอบของสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนด้วย ซึ่งเราก็พบว่าค่าต่างๆ เป็นดังนี้
ในส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียน
- เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ลดลงค่อนข้างมาก ราว 23,428 พันบาท (23.4 ล้านบาท)
- ลุกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 14.33 ล้าน
- สินค้าคงเหลือลดลง 3.67 ล้าน
- สินทรัพย์สัญญาอนุพันธ์ เพิ่มขึ้น 1.049 ล้าน
- สินทรัพย์ภาษีเงินได้งวดปัจจุบัน 0.5 ล้าน
- สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น เพิ่ม 2.7 ล้าน
รวมแล้วสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 9.53 ล้าน
ในส่วนของหนี้สินหมุนเวียน
- เงินกู้จากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 41 ล้านบาท
- เจ้าหนี้การค้าลดลง 40.44 ล้าน
- หนี้สัญญาอนุพันธ์ ลดลง 4.9 ล้าน
- เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระในหนึ่งปี เพิ่มขึ้น 3.3 ล้าน
- ส่วนของหนี้สินตามสัญญาเช่า เพิ่มขึ้น 0.476 ล้าน
รวมแล้วหนี้สินหมุนเวียนลดลง 0.436 ล้าน
การวิเคราะห์อัตราส่วน Quick ratio รวมถึงอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ นั้นจะดูแค่ค่าสุดท้ายไม่ได้
เราต้องดูส่วนประกอบด้านในด้วยว่ามีค่าใดที่เพิ่มหรือลดอย่างมีนัยยะสำคัญ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกับบริษัทหรือไม่ ทั้งด้านดีและไม่ดี เพื่อให้เราเลือกลงทุนได้อย่างถูกต้อง
อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว สูงดีไหม
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็วโดยทั่วไปแล้วมีค่าสูงคือดี แต่ถ้าถามเป็นตัวเลขเป๊ะๆ ว่าเท่าไหร่ถึงจะดี จะไม่มีใครตอบได้
ทางที่ดีที่สุด คือการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม หรือเปรียบเทียบกับคู่แข่งตรงๆ ว่าคู่แข่งมีอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนหรือ Quick Ratio มากกว่าหรือน้อยกว่าบริษัทที่เราสนใจมากน้อยขนาดไหน
หากบริษัทที่เราสนใจมีค่า Quick Ratio สูงมากอาจแปลได้อีกอย่างว่า บริษัทไม่รู้จะเอาเงินส่วนเกินนี้ไปลงทุนทำอะไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี เพราะผู้บริหารที่เก่ง จะมีวิธีบริหารจัดการเงินโดยอาจนำไปลงทุนเพื่อให้ได้กำไรเพิ่มเติม ไม่ปล่อยให้เงินจมโดยเปล่าประโยชน์
