Ceiling กับ Floor คืออะไร?
Ceiling กับ Floor คือ ราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด สำหรับหุ้นตัวนั้นในแต่ละวันเทียบกับราคาปิดวันก่อนหน้า
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้กำหนดให้ราคา Ceiling และ Floor ของหุ้นไทย อยู่ที่ +30% และ -30% ในแต่ละวัน
กล่าวคือ หุ้นตัวหนึ่งในหนึ่งวันจะสามารถขึ้นไปได้สูงสุดหรือที่เราเรียกว่า Ceiling ได้แค่ +30% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า
และสามารถลดลงไปได้ต่ำสุด -30% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า
สาเหตุที่ต้องกำหนดไว้เช่นนี้ก็เพราะว่า เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนมีความโลภ หรือตื่นตระหนกมากจนเกินไป จนเกิดความเสียหายกับเงินลงทุน
เกร็ดน่ารู้: ครั้งหนึ่งในช่วงวันที่ 18 มีนาคม 2563 ถึง 1 ตุลาคม 2563 ตลาดหลักทรัพย์ได้เปลี่ยนเกณฑ์ Ceiling และ Floor หุ้นให้เหลือแค่ ±15% เท่านั้นเพราะช่วงนั้นนักลงทุนตื่นตระหนกกันมากจากสถานการณ์โรคระบาด มีการเก็งกำไรกันมาก พอสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จึงค่อยกลับมาใช้เกณฑ์เดิม
Ceiling ราคาเพดาน
ราคา Ceiling หรือราคาเพดานสำหรับหุ้นตัวหนึ่งในแต่ละวัน จะไม่สามารถสูงไปกว่า 30% เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้าได้
เช่น หุ้น RCL มีราคาปิดของวันก่อนหน้าที่ 45 บาท ดังนั้นวันถัดไปหุ้น RCL จะสามารถขึ้นไปได้สูงสุดแค่ 45 + ( 45 x 30% ) = 58.5 บาท
สูตรคือ
ราคา Ceiling = ราคาปิดวันก่อน + (ราคาปิดวันก่อน x 30%)
Floor ราคาพื้น
ราคา Floor หรือราคาพื้นสำหรับหุ้นตัวหนึ่งในแต่ละวัน จะไม่สามารถต่ำไปกว่า 30% เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้าได้
เช่น หุ้น OTO มีราคาปิดของวันก่อนหน้าที่ 1 บาท ดังนั้นวันถัดไปหุ้น OTO จะสามารถขึ้นไปได้สูงสุดแค่ 1 – ( 1 x 30% ) = 0.7 บาท
สูตรคือ
ราคา Floor = ราคาปิดวันก่อน – (ราคาปิดวันก่อน x 30%)
วิธีดูราคา Ceiling กับ Floor
เวลาเราซื้อขายหุ้น หากเราต้องการทราบว่าในวันนั้นหุ้นตัวที่เราสนใจ จะสามารถขึ้นลงสูงสุดต่ำสุดได้กี่บาท
เราไม่จำเป็นต้องคำนวณเอง เพียงแค่เราเปิดโปรแกรม Streaming แล้วไปที่หุ้นที่เราสนใจ ดังรูปด้านล่าง

เราจะเห็นตรงด้านล่าง (เส้นสีฟ้าในรูป) ว่าราคา Ceiling และราคา Floor ของหุ้นตัวนั้นในวันนั้นเป็นกี่บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า (Previous Close)
หุ้นชน Ceiling แล้วยังไงต่อ
โดยทั่วไปแล้วหุ้นที่ชน Ceiling จะมีแต่คนพยายามอยากจะซื้อ และจะแทบไม่มีคนขายเลย
หากเราอยากซื้อหุ้นดังกล่าวด้วย เราก็จะต้องส่งคำสั่งซื้อไปต่อคิวเพื่อซื้อหุ้นดังกล่าว แต่จะไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อในราคาที่สูงกว่า Ceiling ได้ (ราคา Floor ก็เช่นกัน จะไม่สามารถส่งคำสั่งขายต่ำกว่านั้นได้)
หากหุ้นนั้นราคาอยู่ที่ Ceiling ต่อไปจนตลาดปิด เราก็จะต้องรอวันรุ่งขึ้นถึงจะเริ่มซื้อขายใหม่ได้
ซึ่งราคาหุ้นในวันถัดไป ก็จะมีเกณฑ์ +30% ถึง -30% เทียบกับราคาปิดวันก่อนหน้าเช่นเดียวกัน
ยกตัวอย่างเช่น หุ้นตัวหนึ่ง มีราคาดังนี้
วันที่ 1 มกราคม ราคาหุ้นปิดที่ 30 บาท
วันที่ 2 มกราคม หุ้นขึ้น Ceiling ที่ 30 + (30 x 30%) = 39 บาท นี่คือราคา Ceiling แล้วสำหรับวันนี้ ไม่สามารถขึ้นไปได้มากกว่านี้อีก
วันที่ 3 มกราคม สมมติว่าหุ้นจะขึ้น Ceiling อีกรอบ ก็จะขึ้นได้สูงสุดที่ 39 + (39 x 30%) = 50.7 บาท
เป็นต้น
หุ้น IPO มี Ceiling ไหม
หลายๆ ครั้งเราจะเห็นว่าหุ้น IPO นั้นราคาบวกเกิน 30% ซึ่งถ้าถามว่าทำไมมันเกิน 30% ได้ ก็ต้องตอบว่าเพราะนี่เป็นกฎเกณฑ์พิเศษใช้สำหรับหุ้นที่เข้า IPO วันแรกเท่านั้น
สำหรับหุ้น IPO นั้นจะมี Ceiling อยู่ที่ราคา 3 เท่าของราคาเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน
เช่น หากหุ้น IPO ตัวหนึ่ง เสนอขายให้กับประชาชนที่ 10 บาท เมื่อนำหุ้นเข้าตลาดและมีการซื้อขายจริงวันแรก ราคา Ceiling ของหุ้นดังกล่าวจะอยู่ที่ 10 x 3 = 30 บาท ไม่สามารถเกินไปกว่านี้ได้
ย้ำว่าเฉพาะวันแรก เพราะวันต่อมาก็จะใช้กฎเกณฑ์เดิม คือ บวกลบ 30% เท่านั้น
ส่วน Floor ของหุ้น IPO นั้นจะอยู่ที่ 1/3 เท่า ของราคาเสนอขายให้กับประชาชน
เช่น เสนอขายให้กับประชาชนที่ราคา 120 บาท ราคา Floor วันที่ IPO ก็จะเท่ากับ 120 x 1/3 = 40 บาท
อย่างไรก็ตาม หากหุ้นตัวหนึ่งเสนอขายที่ 0.02 บาทต่อหุ้น
ถ้าเราคิดแบบปกติ ราคา Floor ของหุ้นนั้นก็น่าจะเท่ากับ 0.02 x 1/3 = 0.00666 บาท ซึ่งผิด
ที่ถูกคือราคาหุ้นนั้นจะ Floor ได้ที่แค่ 0.01 เพราะราคาหุ้นไม่สามารถต่ำกว่า 0.01 บาทได้
(ทั้งนี้ส่วนนึงเป็นเพราะราคาที่ต่ำที่สุด หน่วยที่เล็กที่สุด ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้ซื้อหุ้นตัวหนึ่งได้ คือ 0.01 บาท)
Ceiling & Floor ของ Warrant
ราคา Ceiling และ Floor ของ Warrant นั้นจะแตกต่างกับหุ้นสามัญ กล่าวคือ จะขึ้นกับราคาหุ้นแม่ และอัตราการใช้สิทธิ โดย
ราคา Ceiling และ Floor ของ Warrant เปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของราคาหุ้นแม่คูณด้วย สิทธิในการซื้อหุ้นสามัญที่จะได้รับจากการใช้ Warrant 1 หน่วย
เช่น หากเมื่อวาน ราคาปิดหุ้นแม่ 32 บาท, ราคาปิด Warrant 11.3 บาท
ดังนั้นในวันถัดไป
การเปลี่ยนแปลงสูงสุดของหุ้นแม่เท่ากับ 32 บาท x 30% = 9.6 บาท
ต่อไปเราจะคำนวณส่วน “สิทธิในการซื้อหุ้นสามัญที่จะได้รับจากการใช้ Warrant 1 หน่วย”
หากอัตราการแปลง 2 warrant ได้ 1 หุ้นแม่ก็จะคูณด้วย 0.5
เราก็จะนำ 9.6 บาท มาคูณ 0.5 = 4.8 บาท
Ceiling = ราคาปิด warrant + 30% ของราคาหุ้นแม่ x อัตราการใช้สิทธิ
Ceiling = 11.3 + 4.8 = 16.1 บาท
หากเป็น Warrant ที่เพิ่งเข้าซื้อขายวันแรก ก็จะมีกฎเกณฑ์ต่างออกไปอีก คือ
Ceiling และ Floor จะเท่ากับ ราคาที่ได้มาของ warrant ± (100% x ราคาปิดหุ้นแม่วันก่อนหน้า x อัตราการแปลงสภาพ) แต่ไม่ต่ำกว่า 0.01
ถ้า Warrant นั้นบริษัทแจกให้ผู้ถือหุ้นเดิมฟรีๆ ราคาที่ได้มาของ Warrant ก็จะเป็น 0
จากสูตรนี้เองเป็นที่มาของการขึ้นลงของราคา warrant ที่ผันผวนมาก

หมายเหตุ: รูปนี้เป็นรูปจริงไม่ใช่รูปตัดต่อ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22/11/2012 ดังในรูป
