Leverage Ratio หรือ อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน คือ หมวดหมู่อัตราส่วนที่ใช้วัดว่าเงินทุนของกิจการได้มาในรูปแบบหนี้สินมากน้อยขนาดไหน
อัตราส่วนเหล่านี้สามารถใช้ประเมินความสามารถของบริษัทในการปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงิน
หมวดหมู่อัตราส่วนหนี้สินมีความสำคัญเนื่องจากทุกกิจการนั้นประกอบขึ้นด้วยเงินทุนของเจ้าของ และเงินที่ไปกู้ยืมมาเพื่อใช้เป็นเงินทุนในการดำเนินงาน การรู้ถึงจำนวนหนี้ที่มีจะเป็นประโยชน์ในการประเมินว่าบริษัทจะสามารถชำระหนี้เมื่อครบกำหนดได้หรือไม่
กิจการที่มีโครงสร้างทางการเงินจากหนี้สินที่ต่ำ จะมีความเสี่ยงน้อยกว่า เพราะภาระที่จะต้องชำระดอกเบี้ยจะน้อยกว่า อย่างไรก็ตามการกู้ยืมสามารถช่วยให้การขยายกิจการเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากกว่า
คำว่า Leverage จริงๆ แล้วแปลว่าการงัด มาจากคานดีดคานงัด ซึ่งหมายถึงการใช้แรงที่น้อยกว่าเพื่องัดของที่หนักกว่า พอนำมาใช้ในเรื่องการเงินจึงหมายถึงการใช้เงินทุนที่น้อยกว่า เพื่อขยายกิจการ (ต้องแลกมาด้วยการเป็นหนี้มากกว่า)
อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงินมีอยู่มากมาย แต่ที่พบเห็นและใช้บ่อยได้แก่ Debt Ratio, Debt to Equity Ratio, Interest Coverage Ratio, Debt to EBITDA ratio
Debt Ratio (Debt to Assets Ratio)
เป็นอัตราส่วนที่บอกว่า หนี้สินทั้งหมดที่บริษัทมีนั้นคิดเป็นอัตราส่วนเท่าไหร่ต่อสินทรัพย์ที่บริษัทมีทั้งหมด
สูตรคำนวณ คือ
DA Ratio = Total Debt / Total Assets
ค่า Debt Ratio นี้ยิ่งสูงยิ่งไม่ดี เพราะแปลว่ากิจการกู้เพื่อมาซื้อสินทรัพย์เยอะเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท
Debt to Equity Ratio
เป็นอัตราส่วนที่เทียบระหว่าง หนี้สิน กับส่วนของเจ้าของ
สูตรคำนวณ คือ
D/E Ratio = Total Debt / Total Equity
ถ้าอัตราส่วนนี้เท่ากับ 1 แปลว่าบริษัทมีหนี้สินและส่วนของเจ้าของเท่ากัน
ถ้าน้อยกว่า 1 แปลว่าบริษัทมีส่วนของเจ้าของมากกว่าหนี้
ถ้ามากกว่า 1 แปลว่ามีหนี้มากกว่าส่วนของเจ้าของ
หากตัวเลขนี้สูงมากๆ บริษัทมีแนวโน้มจะจ่ายหนี้ไม่ได้ รวมถึงมีแนวโน้มว่าจะกู้เพิ่มจากธนาคารไม่ได้ด้วย
ตัวเลข D/E Ratio นี้ควรเทียบภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือเทียบกับคู่แข่ง เพื่อดูว่าบริษัทที่เราสนใจนั้นมีระดับของหนี้สินเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
Interest Coverage Ratio
Interest Coverage Ratio คือ อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย
ทุกๆ ครั้งที่กิจการมีการกู้ยืมเงิน ย่อมต้องมีดอกเบี้ยตามมาด้วย ดังนั้นจึงมีคนคิดสูตรขึ้นมาเพื่อใช้ตรวจสอบว่ากิจการนั้นสามารถหาเงินมาชำระดอกเบี้ยได้หรือไม่
เป็นอัตราส่วนที่แสดงว่า มีกำไรเป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย
สูตรคำนวณ คือ
Interest Coverage Ratio = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี / ดอกเบี้ยจ่าย
หากค่าที่คำนวณได้มีค่ามากกว่า 1 แปลว่าบริษัทสามารถจ่ายดอกเบี้ยในงวดนั้นได้
หากค่าที่คำนวณได้มีค่าน้อยกว่า 1 แปลว่าบริษัทอาจะผิดนัดชำระได้ หรืออาจต้องหาเงินจากทางอื่นเพื่อชำระดอกเบี้ย
Debt to EBITDA Ratio
อัตราส่วน Debt to EBITDA ratio เป็นการแสดงในเห็นว่าหนี้สินทั้งหมดคิดเป็นกี่เท่าของเงินที่บริษัททำได้
สูตรคำนวณ คือ
Debt to EBITDA ratio = Total Debt / Earnings Before Interest Taxes Depreciation & Amortization
โดย Earnings Before Interest Taxes Depreciation & Amortization เขียนย่อว่า EBITDA ซึ่งมักใช้แสดงแทนเงินสดที่บริษัททำได้ในงวดบัญชีนั้น (แต่ความจริงแล้วไม่ได้เท่ากันเป๊ะๆ)
หากค่านี้สูง แปลว่าบริษัทต้องใช้เวลานานกว่าจะจ่ายหนี้ที่มีทั้งหมดได้
