งบดุล หรือ งบแสดงฐานะทางการเงิน (ภาษาอังกฤษ Balance Sheet) คือ งบที่แสดงฐานะทางการเงินของกิจการ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
สาเหตุที่บอกว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่งก็เพราะ งบดุลนั้นจะแสดงภาพของกิจการ ณ วันที่จัดทำงบการเงิน ไม่ใช่ช่วงเวลาระหว่างงวดงบการเงิน

เช่น หากเราจัดทำงบการเงินตอนสิ้นปี เราจะพูดว่า ณ วันที่สิ้นปี บริษัทมีสินทรัพย์ 1000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสด 200 ล้านบาท และอื่นๆ เพื่อบอกนักลงทุนว่า ณ วันสิ้นปีบริษัทมีเงินสด 200 ล้าน
แต่หากเป็นงบกำไรขาดทุน จะเป็นช่วงเวลาว่าในช่วงเวลางวดงบการเงินที่กำหนด บริษัททำรายได้ กำไรได้เท่าไหร่ในงวดนั้น จะไม่ใช่ จุดของเวลา แต่เป็นช่วงเวลา
งบดุล หรืองบแสดงฐานะทางการเงินนั้น ประกอบด้วย สินทรัพย์ (Assets), หนี้สิน (Liabilities) และ ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders equity)
มีสมการทางบัญชีคือ
สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน
โดยทั้งสองฝั่งของสมการต้องเท่ากันเสมอ จึงเป็นที่มาของคำว่า งบดุล (ดุล แปลว่า เสมอกัน เท่ากัน)
เช่น หากอยากเปิดกิจการร้านทำผม เรากับเพื่อนประเมินแล้วว่าต้องใช้เงินรวม 5 แสนบาท โดยจะต้องมีค่าก่อสร้าง ค่าอุปกรณ์ต่างๆ
เรากับเพื่อนมีเงินทุนอยู่ 3 แสนบาท เพื่อจ่ายของต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งไม่พอ จำเป็นต้องกู้ยืมอีก 2 แสนบาท
เงินของพวกเราเอง เรียกว่า ส่วนทุน (Shareholders Equity) 3 แสนบาท
เงินที่พวกเราต้องกู้ยืม เรียกว่า หนี้สิน (Liabilities) 2 แสนบาท
และของใช้ต่างๆ รวมถึงอาคาร อุปกรณ์ ที่เราเอาเงินส่วนทุนและเงินที่กู้ยืมมาไปซื้อ เรียกว่า สินทรัพย์ (Assets) 5 แสนบาท
จากสมการงบดุล
สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน
500,000 = 200,000 + 300,000
จึงต้องเท่ากันเสมอ
ส่วนประกอบของงบดุล
งบดุลประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักคือ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของทุน
สินทรัพย์
สินทรัพย์ของกิจการ เกิดจากการนำเงินส่วนทุนหรือกู้ยืมไปซื้อมา เพื่อหวังว่าสินทรัพย์นั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจให้กับกิจการ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non Current Assets)
สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets)
คือ สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว คำว่าเร็วในที่นี้คือ สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เป็นต้น
เงินสดหรือเทียบเท่า
- เงินสดที่กิจการมี เงินฝากธนาคารที่ไม่ใช่เงินฝากประจำ
- ตั๋วแลกเงิน เช็ค ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที
เงินลงทุนชั่วคราว
- เงินที่กิจการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง มีการซื้อขายหนาแน่น เพื่อหวังผลตอบแทนจากการลงทุน รวมถึงตราสารหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี
ลูกหนี้การค้า
- เงินที่ลูกหนี้มีกำหนดชำระภายใน 1 ปี จากการซื้อขายสินค้าและบริการของกิจการ
- ส่วนมากแล้วลูกหนี้จะเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะโดยทั่วไปเราจะเรียกเก็บเงินหลังจากขายสินค้า/บริการภายใน 1 ปีอยู่แล้ว คงไม่ได้ให้เครดิตลูกค้านานขนาดนั้น
สินค้าคงเหลือ
- สินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วรอการขาย (Inventory)
- สินค้าที่อยู่ในระหว่างการผลิต (Work in process)
- วัตถุดิบสำหรับการผลิตก็นับเป็นสินค้าคงเหลือ
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น
- สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ที่ไม่จัดอยู่ในประเภทข้างต้น
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Assets)
คือ สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ใช้เวลานานเกินกว่า 1 ปีในการเปลี่ยนเป็นเงินสด เช่น เงินลงทุนระยะยาว ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ สัมปทาน ฯลฯ
เงินลงทุนระยะยาว
- เงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการคาดว่าจะไม่ขายภายใน 1 ปี
- เช่น ลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝากประจำ เงินลงทุนในบริษัทลูก เงินลงทุนในบริษัทอื่น
ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์
- ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ที่กิจการมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในระยะยาวมากกว่า 1 ปี
- เช่น เครื่องจักรสำหรับผลิตสินค้า รถยนต์ อาคารโรงงาน
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน
- หมายถึงสินทรัพย์ที่กิจการเป็นเจ้าของ แต่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้
- เช่น โปรแกรม ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร สัมปทาน ค่าความนิยม
หนี้สิน
หมายถึง ภาระผูกพันของกิจการอันเกิดจากรายการค้า การกู้ยืม หรืออื่นๆ ซึ่งกิจการต้องชำระคืนในภายหน้าด้วยสินทรัพย์หรือบริการ แบ่งได้เป็น 2 อย่างคือ หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) และหนี้สินไม่หมุนเวียน (Non Current Liabilities)
หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities)
หมายถึงหนี้สินที่มีกำหนดชำระภายใน 1 ปี
เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคาร
- เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร หนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมธนาคารระยะสั้น
เจ้าหนี้การค้า
- หนี้สินที่เราต้องชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้การค้าของเรา
- เกิดจากการซื้อสินค้าหรือบริการ
ตั๋วเงินจ่าย
- ตั๋วเงินหรือเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้า ที่กิจการได้จ่ายออกไปเพื่อชำระค่าสินค้า/บริการ และมีกำหนดชำระภายใน 1 ปี
เงินปันผลค้างจ่าย
- เงินปันผลที่บริษัทได้ประกาศไปแล้วว่าจะจ่าย แต่ยังไม่ได้จ่ายจริงให้กับผู้ถือหุ้น
เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี
- แม้จะเป็นเงินกู้ยืมระยะยาว แต่ในกรณีนี้หมายถึงเฉพาะส่วนที่มีกำหนดชำระภายใน 1 ปีนับจากวันจัดทำงบการเงิน
หนี้สินหมุนเวียนอื่น
- หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ ที่ไม่จัดอยู่ในประเภทด้านบน
หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-Current Liabilities)
หมายถึงหนี้สินที่มีกำหนดชำระยาวนานกว่า 1 ปี
เงินกู้ยืมระยะยาว
- เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือบุคคลที่มีกำหนดระยะเวลาชำระยาวนานกว่า 1 ปี
หุ้นกู้ระยะยาว
- หุ้นกู้ที่กิจการเป็นผู้ออก และมีกำหนดชำระยาวกว่า 1 ปี
หนี้สินภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน
- หนี้สินที่กิจการต้องจ่าย ที่เป็นผลประโยชน์ของพนักงานเมื่อพนักงานลาออก
หนี้สินอื่น
- หนี้สินอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในรายการข้างต้น
ส่วนของทุน
คือ ส่วนได้เสียคงเหลือ ในสินทรัพย์ของกิจการหลังจากหักหนี้สินทั้งหมดแล้ว หรือที่เรียกว่า สินทรัพย์สุทธิ (ที่ต้องบอกแบบนี้ก็เพราะว่า เมื่อกิจการเลิกประกอบกิจการ จะต้องคืนหนี้สินทั้งหมดให้กับเจ้าหนี้ก่อน แล้วส่วนที่เหลือถึงจะนับว่าเป็นส่วนของเจ้าของ) ซึ่งส่วนของเจ้าของนั้นประกอบไปด้วย ทุนเรือนหุ้น และกำไร(หรือขาดทุน) สะสม
ทุนเรือนหุ้น (Share Capital)
คือ เงินทุนของบริษัทที่ได้ทำการจดทะเบียนและเรียกชำระเรียบร้อยแล้ว
ทุนจดทะเบียน
- ทุนจดทะเบียนตามกฎหมายของบริษัท
- ต้องแสดงชนิดว่าเป็นหุ้นสามัญ/หุ้นบุริมสิทธิ จำนวนหุ้น และมูลค่าที่จดทะเบียน หรือ ราคาพาร์ (Par)
ทุนที่ออกและชำระแล้ว
- หุ้นและมูลค่าหุ้นที่นำออกจำหน่าย และเรียกชำระเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเกินมูลค่าหุ้น
- ส่วนต่างของมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการขายหุ้นในราคาสูงกว่าราคาพาร์ หาได้จากสูตร “(ราคาขาย-ราคาพาร์) x จำนวนหุ้น”
กำไร (ขาดทุน) สะสม (Retained Earnings)
คือ กำไร (หรือขาดทุน) สะสมส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น โดยจะเป็นกำไรที่กิจการสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการ
กำไรสะสมจัดสรรแล้ว
- กำไรสะสมที่บริษัทได้จัดสรรไว้แล้วว่าจะใช้ทำประโยชน์อะไร
- เช่น สำรองให้ครบตามกฎหมายกำหนด
กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร
- กำไรส่วนที่เหลือหลังจากหักการจัดสรรแล้ว สามารถนำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้
- ถ้ากิจการผลการดำเนินงานขาดทุนเรื่อยๆ จนเป็นค่าติดลบ จะเรียกว่าขาดทุนสะสม
ตัวอย่างงบดุล (Balance sheet) อย่างง่าย
เราจะมาลองยกตัวอย่างแบบใกล้ตัวเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น สินทรัพย์ของคุณเองอาจจะมีดังต่อไปนี้
- บ้าน 1 หลัง ราคา 5 ล้านบาท
- ที่ดิน 1 ไร่ ราคา 1 ล้านบาท
- รถยนต์ 1 คัน ราคา 1.2 ล้านบาท
- ทอง 5 หมื่นบาท
- เงินสดในธนาคาร 3 หมื่นบาท
รวมสินทรัพย์ (Total Assets) = 7.28 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว คนเรามักจะต้องกู้เพื่อซื้อบ้านและรถ เนื่องจากเงินสดเราไม่พอ หรือเราไม่อยากจ่ายเงินก้อน
นี่แปลว่าจริงๆ แล้วคือเราเป็นหนี้ (Liabilities) เพราะไปกู้เพื่อให้ได้สินทรัพย์มา
ในตัวอย่างเราอาจจะต้องกู้ซื้อบ้าน 4 ล้าน (ออกเงินเอง 1 ล้านบาท) และกู้ซื้อรถ 6 แสน (ออกเงินเอง 6 แสนบาท)
ดังนั้นเราเป็นหนี้ (Liabilities) 4.6 ล้านบาท
จากสูตรด้านบน Assets = Liabilities + Shareholders equity
แปลว่าเราจะมีส่วนเงินของเราเอง (ถ้าเป็นบริษัทก็ส่วนของผู้ถือหุ้น) เท่ากับ 7.28 – 4.6 = 2.68 ล้านบาท
อธิบายเพิ่มเติมก็คือว่า 2.68 ล้านบาทนี้จริงๆ แล้วแบ่งได้เป็น
- เงินที่ออกเองตอนซื้อบ้าน 1 ล้านบาท
- เงินที่ออกเองตอนซื้อรถ 6 แสนบาท
- ที่ดิน 1 ล้านบาท
- ทอง 5 หมื่นบาท
- เงินสด 3 หมื่นบาท
รวมได้ 2.68 ล้านพอดี เพียงแค่นี้สมการทั้งสองข้างของงบดุลทั้งฝั่ง Assets และฝั่ง Liabilities + Shareholders equity ก็เท่ากันแล้ว ตัวอย่างนี้ Balance sheet คือดังรูปด้านล่าง

หมายเหตุ ตัวอย่างที่ยกมาด้านบนเป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจเท่านั้น บริษัทที่คุณต้องการจะลงทุน จะมีสินทรัพย์ที่เยอะและซับซ้อนกว่านี้มาก
