Debt Ratio หรืออัตราส่วนหนี้สิน คืออะไร?

debt ratio หรือ liabilities ratio อัตราส่วนหนี้สิน คืออะไร

Debt Ratio หรืออัตราส่วนหนี้สิน (Liabilities to Assets Ratio) คือ อัตราส่วนทางการเงินระหว่าง หนี้สินรวมกับสินทรัพย์รวม ของบริษัท ใช้บอกว่าบริษัทมีหนี้อยู่มากเท่าไหร่เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทมี สูตร Debt Ratio Debt Ratio = Total Liabilities / Total Assets มีหน่วยเป็น % หากค่านี้มีค่ามากแปลว่า สินทรัพย์ของกิจการมาจากการก่อหนี้เป็นส่วนใหญ่ หากอยู่ในสถานการณ์วิกฤติบริษัทอาจตกที่นั่งลำบากได้ นอกจากนั้นการมีหนี้สูงจะทำให้บริษัทต้องแบกภาระดอกเบี้ยมากตามไปด้วย การกู้ยืมเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ ก็จะยากเช่นกัน หากค่านี้มีค่าน้อย ก็แปลว่าสินทรัพย์ของกิจการนั้นได้มาด้วยเงินทุนของเจ้าของเองเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามหากบริษัทมีความสามารถในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าภาระดอกเบี้ย ก็จะทำให้บริษัทมีค่า ROE หรือผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น สูงตามไปด้วย อีกสูตรการคำนวณที่ใช้ดูได้คล้ายกันคือสูตร D/E ratio ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เทียบระหว่างหนี้สินกับส่วนของผู้ถือหุ้น ตัวอย่างการคำนวณ Debt Ratio จากงบจริง เราสามารถหาค่า Debt Ratio ได้จากงบดุลของบริษัท ยกตัวอย่างงบดุลของบริษัท SICT บริษัทมีหนี้สินรวม 136,463,625 … Read more

Income Statement หรือ งบกำไรขาดทุน คืออะไร สำคัญอย่างไร?

income statement คืออะไร บอกอะไรนักลงทุน

Income Statement หรือ งบกำไรขาดทุน คือหนึ่งในงบการเงินหลักที่แสดงรายการที่เป็นรายได้และค่าใช้จ่าย รวมถึงกำไรหรือขาดทุนในแต่ละรอบบัญชี งบกำไรขาดทุนนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทนั้น สูตร คือ รายได้รวม – ค่าใช้จ่ายรวม = กำไรสุทธิ (หรือขาดทุนสุทธิ หากค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้) งบกําไรขาดทุน มีอะไรบ้าง ส่วนประกอบของงบกำไรขาดทุน หลักๆ แล้วมีดังต่อไปนี้ งบกำไรขาดทุน + รายได้จากการขายและบริการ (Sale, Income) – ต้นทุนขาย (Cost of goods sold) = กำไรขั้นต้น (Gross profit) + รายได้อื่นๆ (Other income) – ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses) – ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Expenses) = กำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้ (EBIT) – ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Financial cost) … Read more

Current Ratio คืออะไร บอกอะไรนักลงทุน?

Current Ratio คืออะไร คำนวณอย่างไร

Current Ratio หรืออัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน คืออัตราส่วนที่ใช้บอกว่าบริษัทมีความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นดีขนาดไหน โดยทั่วไปแล้วควรมีค่ามากกว่า 1 สูตร คือ Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) / หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) มีหน่วยเป็นเท่า จากสูตรเราจะเห็นได้ว่า หากบริษัทมีหนี้ระยะสั้นที่ถึงกำหนดชำระขึ้นมา บริษัทที่มี Current ratio มากกว่า 1 ก็สามารถที่จะนำสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีอยู่ไปขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้ หาก Current ratio ของบริษัทมีค่าน้อยกว่า 1 ก็แปลว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนน้อยกว่าหนี้สินหมุนเวียน หากถึงกำหนดครบชำระหนี้ บริษัทจะต้องหาเงินเพิ่มเพื่อไปชำระหนี้ส่วนที่ยังเกินมาอยู่ อาจเกิดการขาดสภาพคล่องได้ Current Ratio คิดยังไง จากสูตรคำนวณด้านบนที่ Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน เราต้องไปดูจากงบการเงินในส่วนของงบดุลของบริษัทที่เราสนใจ ว่ามีสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนเท่าไหร่ โดย Current Assets = สินทรัพย์หมุนเวียน สิ่งที่แปลงเป็นเงินสดได้ภายใน 12 เดือน … Read more

กองทุนรวม คืออะไร มีกี่ประเภท

กองทุนรวม คืออะไร มีกี่ประเภท

กองทุนรวม คือ การนำเงินลงทุนของนักลงทุนหลายคนมารวมกัน แล้วลงทุนตามนโยบายที่กำหนดผ่านผู้จัดการกองทุน ข้อดีของการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นมีหลายอย่าง เช่น เงินน้อยก็ลงทุนได้ ไม่มีความรู้ ไม่มีเวลาศึกษาก็สามารถลงทุนได้โดยให้คนอื่นลงทุนแทน นโยบายของแต่ละกองทุนจะแตกต่างกันไป นอกจากนั้นกองทุนยังมีหลายแบบอีกด้วย เช่น กองที่ลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ฯลฯ กองทุนรวม มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ถ้าแบ่งกองทุนรวมด้วยการขายหน่วยลงทุนคืน จะแบ่งได้ 2 ประเภท คือ กองทุนเปิด และ กองทุนปิด กองทุนรวมแบบเปิด กองทุนเปิด คือ กองทุนที่เราสามารถซื้อหรือขายหน่วยลงทุนเพิ่มเติมได้ หลังจากที่บริษัทเสนอขายหน่วยลงทุนในครั้งแรกไปแล้ว โดยอาจเปิดให้ทำการซื้อขายได้ทุกวัน / อาทิตย์ละวัน / เดือนละครั้ง ฯลฯ แล้วแต่เงื่อนไข กองทุนชนิดนี้เป็นที่นิยมในปัจจุบัน กองทุนรวมแบบปิด กองทุนปิด คือ กองทุนที่บริษัทไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุน และจะมีการกำหนดอายุโครงการอย่างแน่ชัด เปิดให้มีการซื้อครั้งเดียวตอนเริ่มโครงการ นักลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอายุได้ ต้องคิดให้ดีว่าจะลงทุนเท่าไหร่เพราะจำนวนเงินที่ลงไปนั้นไม่สามารถถอนคืนระหว่างโครงการได้ หากแบ่งตามนโยบายการลงทุนจะแบ่งได้ 8 ประเภท เรียงลำดับจากเสี่ยงน้อยไปหามากได้ดังนี้ 1. … Read more

หุ้นเติบโต หรือ Growth Stock คืออะไร?

หุ้นเติบโต หรือ Growth Stock คืออะไร

หุ้นเติบโต หรือ Growth Stock คือ หุ้นที่มีผลประกอบการโดยเฉพาะรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หุ้นเติบโตเป็นหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบ เพราะมักทำกำไรจากการลงทุนได้เป็นกอบเป็นกำ ต่างจากหุ้น Defensive stock ที่มักให้ผลตอบแทนในระดับที่ทรงๆ การลงทุนในหุ้นเติบโตมักทำกำไรได้เยอะมากโดยเฉพาะหากมองธุรกิจออกก่อนนักลงทุนคนอื่นๆ ว่าบริษัทกำลังจะโต เมื่อนักลงทุนคนอื่นๆ เห็นว่ากำไรเติบโตสูง ก็มักเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่ม ส่งผลให้ราคาหุ้นยิ่งสูงขึ้นไปอีก หุ้นเติบโตดูจากอะไร หุ้น Growth ดูยังไง หุ้นเติบโตหรือหุ้น Growth มักมีลักษณะดังนี้ รายได้ และกำไรเติบโตสูงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อาจสูงกว่า 30% ขึ้นไป มี P/E ratio ที่สูงเพราะราคาหุ้นที่สูงขึ้นจากความคาดหวังของนักลงทุน มี Dividen yield ที่ต่ำ เพราะต้องนำเงินสดไปลงทุนเพิ่มเพื่อให้บริษัทเติบโต มี P/BV ratio ที่สูงเพราะราคาหุ้นที่สูงขึ้น มีขนาด Market share ที่ต่ำ เพราะหากครองส่วนแบ่งตลาดจำนวนมากแล้ว ย่อมเติบโตได้ยาก หุ้นเติบโต มีอะไรบ้าง ในที่นี้จะขอเขียนเป็นรายอุตสาหกรรมเพื่อไม่ให้เป็นการชี้นำมากเกินไป หุ้นที่อยู่ใน Megatrend หรือเทรนที่กำลังจะเปลี่ยนโลก … Read more

Book Value คืออะไร?

book value คืออะไร

Book Value คือ มูลค่าทางบัญชีของบริษัทเมื่อหักหนี้สินทั้งหมดแล้ว สามารถคำนวณได้จากการเอาสินทรัพย์ทั้งหมดลบด้วยหนี้สินทั้งหมด (เท่ากับส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ shareholder equity ที่แสดงอยู่ในงบดุล) หากให้ยกตัวอย่างเห็นภาพง่ายๆ ก็คือ เมื่อบริษัทหมดหนี้แล้ว มูลค่าของบริษัทนี้มีอยู่เท่าไหร่นั่นเอง สูตรคำนวณคือ Book value = สินทรัพย์ทั้งหมด – หนี้สินทั้งหมด ในการวิเคราะห์หุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ใช้ Book value ดูได้หลักๆ 2 แบบ 1. มูลค่ารวมของบริษัทหลังจากที่ขายสินทรัพย์ที่มีทั้งหมด และใช้หนี้ทั้งหมดแล้ว นี่คือมูลค่าเท่ากับที่ผู้ถือหุ้นจะได้คืนหากบริษัทต้องปิดกิจการลง (เสมือนดูว่าบริษัทรวยจริงหรือไม่ดูได้จากเงินที่เหลือนี้) 2. ใช้ดูความถูกความแพงของหุ้น โดยเริ่มจากการคำนวณ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (Book value per share) ก่อน เพื่อหาว่าหลังจากใช้หนี้และขายทุกอย่างแล้ว เมื่อคิดเป็นต่อหุ้น บริษัทมีมูลค่าเท่าไหร่ หลังจากน้ันจึงนำไปเทียบกับราคาตลาด เพื่อใช้อัตราส่วน P/BV หรือราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นของบริษัท ต่อไป ตัวอย่างการหา Book value ในสถานการณ์จริง จากงบดุลของบริษัท WHA … Read more

Defensive Stock คืออะไร?

วิธีเลือก defensive stock

การลงทุนนั้นมีความไม่แน่นอนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในหุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนโดยมากอาจจะชอบหุ้นที่มีการเติบโตสูง อย่างไรก็ตามหุ้นที่มีการเติบโตสูงหรือ Growth stock มักมีความคาดหวังที่สูงตามไปด้วย หากไม่เป็นดังหวัง ราคาหุ้นมักตกลงมาอย่างรุนแรง จึงทำให้มีนักลงทุนหลายคน เลือกหุ้นประเภทที่มีความมั่นคงทางราคาสูงกว่าหุ้นตัวอื่นๆ แทน เพื่อที่ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง หุ้นเหล่านั้นมักไม่ค่อยได้รับผลกระทบเท่าไหร่ หุ้นพวกนั้นคือ Defensive Stock Defensive Stock คืออะไร? Defensive Stock จึงเป็นหุ้นที่มีหลายๆ อย่างค่อนข้างคงที่ ทั้งในแง่ของราคาหุ้น กำไรที่บริษัทนั้นทำได้ ไม่ค่อยผันผวนตามสภาพเศรษฐกิจ มีความมั่นคงสูง หุ้นเหล่านี้มักเป็นเจ้าตลาดในธุรกิจที่ตัวเองทำอยู่ ทำให้คู่แข่งแข่งขันด้วยยาก ไม่สามารถเอาชนะได้ รวมถึงหุ้นที่เป็นกิจการที่มีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นจากการผูกขาด หรือได้สัมปทานก็ตาม วิธีเลือกหุ้น Defensive Stock ลักษณะของหุ้น Defensive stock ที่ดี มักมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ขนาดของบริษัท โดยทั่วไปแล้วขนาดของบริษัทที่มีลักษณะเป็น defensive stock จะมีขนาดบริษัทที่ใหญ่พอสมควร หรืออาจเลือกจากบริษัทที่อยู่ใน SET100 SET50 ก็ได้ เพราะถือเป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับต้นๆ ในประเทศ และมูลค่าราคาตลาด (Market … Read more

การวิเคราะห์หุ้น มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

การวิเคราะห์หุ้นมีกี่แบบ อะไรบ้าง

ก่อนที่เราจะทำการซื้อหุ้นเพื่อลงทุน เราต้องศึกษาให้มั่นใจก่อนว่าหุ้นตัวนั้นน่าลงทุนหรือไม่ซื้อแล้วเราคาดหวังผลตอบแทนได้มากน้อยขนาดไหน รวมถึงระยะเวลาการถือครองหุ้นตัวนั้นๆ ด้วย โดยทั่วไปแล้วการวิเคราะห์หุ้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) เป็นการศึกษาพฤติกรรมของราคาหุ้นและปริมาณหุ้น โดยใช้หลักสถิติในอดีตเพื่อมาทำนายราคาในอนาคต เพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าลงทุนซื้อขายได้อย่างเหมาะสม การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยเชิงเทคนิคนี้ จะมีสมมติฐานหลัก 3 อย่างคือ ราคาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน สะท้อนข่าวสารทุกอย่างแล้ว ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวอย่างมีแนวโน้ม และจะเป็นอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะเกิดแนวโน้มใหม่ พฤติกรรมของนักลงทุนมักซ้ำรอยในอดีต การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยเชิงเทคนิค มักใช้การตีเส้นบนกราฟราคาของหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เพื่อดูแนวโน้ม (Trend) การเคลื่อนที่ของราคาหุ้น เช่น แนวโน้มกำลังขึ้น (Uptrend) แนวโน้มกำลังลง (Downtrend) แนวโน้มออกข้างหรือไม่เปลี่ยนแปลง (Sideways) นอกจากนั้นยังมีการคิดเรื่องแนวรับแนวต้านด้วย โดยแนวรับ หมายถึง แนวเส้นที่เมื่อราคาหุ้นตกลงมาถึงเส้นนี้ มักมีแรงซื้อกลับเข้ามาเสมอๆ ทำให้ราคาหุ้นไม่ตกลงไปกว่านี้ แนวต้าน หมายถึงแนวเส้นที่เมื่อราคาหุ้นขึ้นสูงไปกว่านี้ มักเกิดแรงขาย ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงกว่านี้ไม่ได้ ถ้าถามถึงเหตุผลก็ต้องบอกว่า แนวรับเกิดจากการที่นักลงทุนคิดว่าที่ระดับราคานี้หุ้นตัวนั้นมีราคาถูก สามารถซื้อเพื่อลงทุนได้ ทำให้มีแรงซื้อกลับ … Read more

บัญชีซื้อขายหุ้น มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร

บัญชีซื้อขายหุ้นของทุกโบรคเกอร์ จะมีอยู่ 3 ประเภท คือ บัญชีเงินสด (Cash Account), บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance/Pre-Paid/Cash Deposit), บัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance Account) ซึ่งอย่างสุดท้ายนี้เรียกอีกชื่อว่าบัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) เราสามารถเลือกเปิดบัญชีแบบใดก็ได้กับโบรคเกอร์ของเรา แต่ละโบรคเกอร์ก็จะมีกฏเกณฑ์เงื่อนไขแตกต่างกันไป สำหรับมือใหม่ แนะนำว่าให้เปิดบัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance) ไปก่อน เพราะเข้าใจง่ายที่สุด ไม่ซับซ้อน ต่อไปจะอธิบายความแตกต่างของบัญชีแต่ละประเภท บัญชี Cash Balance คือ หรือก็คือ บัญชีเงินฝาก นั่นเอง เรียกได้อีกหลายชื่อเช่น บัญชี Pre-Paid, Cash Deposit หลักการคือเราต้องฝากเงินเข้าไปก่อน และจะซื้อหุ้นได้ตามจำนวนเงินนั้น (ต้องเผื่อค่าธรรมเนียมนิดหน่อย ส่วนมากอยู่ที่ราวๆ 0.15% – ซื้อ 100 บาท จ่ายจริง 100.15 บาท) เช่น หุ้นที่เราอยากซื้อมีราคาหุ้นละ … Read more

Revenue คืออะไร?

revenue หรือรายได้ คืออะไร

Revenue คือ รายได้รวมหรือยอดขายรวมที่มาจากการดำเนินงานต่างๆ ของบริษัท ในแต่ละบริษัทจะมีที่มาของรายได้แตกต่างกัน เช่น ธุรกิจผลิตสินค้าจะมีรายได้จากยอดขาย (Sales) บางธุรกิจมีรายได้จากดอกเบี้ย (Interest income) เป็นต้น Revenue หรือรายได้รวมหรือยอดขายรวมของบริษัทนั้นจะอยู่ที่บรรทัดบนสุดในงบกำไรขาดทุน สูตร คือ รายได้ (Revenue) = รายได้จากการดำเนินงาน + รายได้อื่น Revenue มีกี่ประเภท ในงบการเงินนั้น ทางบัญชีรายได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ รายได้จากการดำเนินงาน คือ รายได้หลักที่มาจากการธุรกิจหลักของบริษัท รายได้อื่นๆ คือ รายได้จากทางอื่นๆ ทุกทางที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก รายได้ส่วนนี้มักคาดเดาไม่ได้ บริษัทอาจแยกรายการในแต่ละส่วนออกมาให้ดูเพิ่มเติมเพื่อให้นักลงทุนทราบว่า รายได้หลัก หรือรายได้อื่นๆ มีอะไรบ้าง เราสามารถหารายได้ได้จากงบกำไรขาดทุนของบริษัท ในตัวอย่างด้านบนจะเห็นว่า รายได้ (Revenue) หลักของบริษัทคือรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการ เนื่องจากเป็นส่วนที่มาจากการดำเนินงานตามปกติของบริษัท รายได้ทางอื่นๆ ที่บริษัทแยกมาให้นั้นส่วนมากไม่มีความต่อเนื่อง ไม่มีความแน่นอน เช่นการกลับรายการขาดทุนจากการตีราคาที่ดิน หรือการด้อยค่าของเงินลงทุนในบริษัทย่อย รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลรับ แม้จะมีความต่อเนื่องเพราะบริษัทได้รับดอกเบี้ยเป็นประจำ แต่บริษัทก็ไม่ได้ดำเนินเป็นธุรกิจหลัก … Read more